|
|
วิชชาธรรมกาย สถานที่สถิตของ ธรรมกาย ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ฯ ได้ค้นพบมาอีกครั้งและนำมาเผยแผ่ จนปัจจุบันมีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายทั้งภายในและต่างประเทศ ได้สอนไว้ว่า ธรรมกาย ท่านสถิตอยู่ที่ ศูนย์กลางกายของเรานี่เอง ศูนย์กลางกายคืออะไร หากกล่าวในทางวิทยาศาสตร์ ศูนย์กลางกายก็คือ จุด CG (Center of Gravity จุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วง) ของร่างกายเรานั่นเอง ซึ่งเป็นจุดที่สมดุล (Balance) ที่สุด หากกล่าวตามทฤษฎีที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ ศูนย์กลางกายก็คือ ฐานที่ตั้งของใจ ฐานที่ 7 ตำแหน่งคือ จุดตัดกลางกายเหนือสะดือ 2 นิ้วมือ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ วิธีการปฏิธรรมตามแนววิชชาธรรมกาย มีภาพประกอบ) หากกล่าวด้วยคำบาลีดังที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ ก็คือ "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือที่แปลว่า เส้นทางสายกลางนั่นเอง ซึ่งจริงๆ คำๆนี้ มีความหมายทั้งด้านหยาบและละเอียด ทางหยาบคือการปฏิบัติตน ไม่ให้สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งจนเกินไป คือ ไม่ใช่ทั้ง อัตตกิลมถานุโยค (การทรมานกาย) หรือ กามสุขัลลิกานุโยค (การใช้ชีวิตเพลิดเพลินอยู่ในกามคุณ 5) ส่วนทางละเอียดก็คือเส้นทางสายกลางอันเป็นทางไปสู่อายตนนิพพานหรือที่อยู่ของธรรมกายนั่นเอง ดังคำสอนหลวงพ่อดังนี้ พระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราทั้งหลายละเว้นการทำบาปด้วยกาย วาจา และ ใจ ให้ทำกุศลด้วย กาย วาจา และใจ และทำใจให้ใสบริสุทธิ์ ตามคำสอนที่ว่า ๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปทั้งปวง ๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา ทำกุศลทุกอย่างให้พร้อมสรรพ ๓. สจิตฺตปริโยทปนํ การทำใจให้ใสบริสุทธิ์ เมื่อเรา ตั้งใจมั่น ในคำสอนแล้ว เราจะเอา ใจ ของเรา ไป ตั้งมั่นคง ไว้ตรงไหน จึงจะถูกหลักของ มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่ง แปลว่า ทางสายกลาง นั่นคือ ตั้งใจมั่นไว้ที่ กลาง และกลางก็คือ กลางศูนย์กลางกาย ศูนย์กลางกายก็คือ ตรงฐานที่ ๗ เหนือสะดือ ขึ้นมา ๒ นิ้วมือตัวเอง อยู่ในท้องของเราทุกคน ให้เอาใจของเราไปตั้งมั่นคงไว้ตรงนั้น เราเอา ใจ ไปตั้งมั่นคงตรงฐานที่ ๗ คือ ศูนย์กลางกาย เพื่ออะไร
ตำราคำบาลีที่ว่านั้น คือ - เทฺว เม ภิกฺขเว วิชฺชาภาคิยา (ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วิชชามี ๒ อย่าง) - กตเม เทฺว (๒ อย่างนั้น ได้แก่อะไรบ้าง) - สมโถ จ วิปสฺสนา จ (สมถะ แปลว่า ความสงบระงับ ๑ และวิปัสสนา แปลว่า ความเห็นแจ้ง ๑ รวมเป็น ๒) - สมโถ ภาวิโต กิมตฺถมนุโภติ (สมถะ คือ ความสงบระงับ เป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร) - จิตฺตํ ภาวิยติ (ต้องการให้จิตเป็นขึ้น) - จิตฺตํ ภาวิตํ กิมตฺถมนุโภติ (จิตเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร) - โย ราโค โส ปหียติ (ความกำหนัดยินดีอันนั้นหมดไป ด้วยอำนาจสมถะความสงบระงับนั้น) - วิปสฺสนา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ (วิปัสสนาคือ ความเห็นแจ้ง เป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร) - ปญฺญา ภาวิยติ (ต้องการทำปัญญาให้เป็นขึ้น) - ปญฺญา ภาวิตา กิมตฺถมนุโภติ (ปัญญาเป็นขึ้นแล้ว ต้องการอะไร) - ยา อวิชฺชา สา ปหียติ (ความไม่รู้จริงอันใดที่มีอยู่ในจิตใจ ความไม่รู้จริงอันนั้นหมดไป ด้วยอำนาจของวิปัสสนา ความเห็นแจ้ง) สรุป วิชาในพุทธศาสนามี ๒ อย่าง คือ สมถะ แปลว่า ความสงบระงับ และ วิปัสสนา แปลว่า ความเห็นแจ้ง สมถะ เป็นความรู้เบื้องต้น วิปัสสนา เป็นความรู้ขั้นสูงกว่าสมถะ ความรู้สมถะและความรู้วิปัสสนา เกื้อกูลกัน ทำสมถะได้แล้ว จึงขึ้นระดับวิปัสสนา สมถะเป็นเบื้องต้น วิปัสสนาเป็นขั้นสูง เรียนสมถะเป็นแล้ว จึงเรียนวิปัสสนาได้ ถ้าเรียนขั้นสมถะไม่ได้ ระดับวิปัสสนาเป็นอันหมดหวัง จะเรียนระดับวิปัสสนาทันทีโดยไม่เรียนขั้นสมถะเลยนั้น ทำไม่ได้ เรียนไม่ได้ทีเดียว ความรู้อะไรเป็นขั้นสมถะ และความรู้อะไรเป็นขั้นวิปัสสนา จะได้กล่าวต่อไป จงทำความเข้าใจคำ สมถะ และ วิปัสสนา ให้ถูกต้อง และเข้าใจหลักสูตรของสมถะกับหลักสูตรของวิปัสสนาให้ถูกต้อง ให้ได้กฎเกณฑ์ การตั้งใจมั่นที่ศูนย์กลางกายวันนี้ ก็เพื่อจะทำใจให้ ใส ให้ สงบระงับ อันเป็นเบื้องต้นของ สมถะ สมถะ แปลว่าสงบระงับ แปลว่า หยุด แปลว่า นิ่ง เราต้องทำใจ สงบระงับ ทำใจ หยุด ทำใจ นิ่ง ที่ว่า ทำใจ นั้น ทำที่ไหน ทำที่ ศูนย์กลางกาย ใจ คืออะไร ใจ คือ เห็น จำ คิด รู้ รวม ๔ อย่างนี้เป็น จุดเดียวกัน เรียกว่า ใจ ให้ ใจ ทำอะไร ที่ศูนย์กลางกาย ให้ใจสงบระงับ ให้ใจหยุด ให้ใจนิ่ง ให้ใจใส ให้ใจสว่าง ที่ศูนย์กลางกายนั้น ถ้าทำใจหยุดไม่ได้ ทำใจนิ่งไม่ได้ แปลว่า ยังไม่เข้าเบื้องต้นของ สมถะ เลย ต่อเมื่อทำใจหยุดได้และนิ่งได้ จนเห็นดวงปฐมมรรค (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ที่ศูนย์กลางกาย เป็นดวงแก้วขาวและใสประดุจเพชรที่เจียระไนแล้ว ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ จึงเรียกว่า เข้าภูมิของ สมถะ"เบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่เข้าขอบข่ายวิปัสสนาเลย คำว่า สมถะ แปลว่า สงบระงับ อยู่แล้ว การที่มาแปลว่า หยุด นั้น ถอดมาจากพระโอษฐ์ของพระบรมศาสดา ตามพุทธประวัติที่เราเคยอ่านตรงกัน มีเรื่องย่อว่า ครั้นพระบรมศาสดายังมีพระชนม์อยู่นั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลครองเมืองสาวัตถี และมีพราหมณ์ปุโรหิตกับนางพราหมณี เป็นตำแหน่งโหรหลวงของพระเจ้าแผ่นดิน ต่อมา พราหมณ์ปุโรหิตได้บุตรชายคนหนึ่ง เวลาที่กุมารน้อยคลอดออกมานั้น ธรรมชาติเกิดอาเพศ เป็นแสงพุ่งออกมาในห้องเก็บอาวุธของบิดา ตามตำราที่ใช้ครั้งกระนั้น ทราบว่ากุมารน้อยนี้ ต่อไปเบื้องหน้าจะเป็นโจรร้าย จึงนำความกราบทูลต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้สั่งประหารชีวิตบุตรชายของตน เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ต้องไปแก้ปัญหาโจรร้ายในวันหน้า พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า เด็กน้อยไม่ได้ทำผิดอะไร จะเข่นฆ่าเสียแต่บัดนี้ เป็นการไม่สมควร จึงให้พราหมณ์ปุโรหิตเลี้ยงกุมารไว้ก่อน จะเชื่อตำราหมอดูเป็นการไม่ชอบ พราหมณ์จึงแก้เคล็ด ด้วยการตั้งชื่อบุตรของตนว่า อหิงสกกุมาร (แปลว่าไม่เบียดเบียนใคร) ตามความรู้โหราของเขา อหิงสกกุมารจำเริญวัยขึ้น เป็นคนรูปงาม ปัญญาฉลาด บิดาประสงค์จะให้รับราชการรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน จึงส่งไปเรียนกับทิศาปาโมกข์ ซึ่งทิศาปาโมกข์มีศิษย์มาก เจ้านายนิยมส่งลูกไปเรียนที่นั้นกันทั้งนั้น อหิงสกกุมารเรียนเก่ง เป็นที่รักใคร่ของอาจารย์เหมือนสมัยที่เราพูดว่า ศิษย์เก่งเลขครูรักเป็นหนักหนา ทำให้ศิษย์คนอื่นอิจฉา ศิษย์จึงหาวิธีกลั่นแกล้งอหิงสกกุมารด้วยประการต่าง ๆ แล้วนำเรื่องฟ้องอาจารย์ทิศาปาโมกข์ จนครั้งแล้วครั้งเล่า อาจารย์ก็เชื่อว่า อหิงสกกุมารเป็นคนทำผิดชอบรังแกเพื่อน เกิดความปั่นป่วนในหมู่ศิษย์ จำเป็นต้องคิดหาอุบายกำจัดอหิงสกกุมาร อาจารย์จะกำจัดศิษย์ด้วยมือตนเอง จักเป็นที่ครหาของชาวโลก วันหนึ่ง อาจารย์แจ้งแก้อหิงสกกุมารว่า มีวิชาสำคัญบทหนึ่ง ถ้าเรียนจบแล้วจะปกครองโลกได้ทีเดียว หากประสงค์จะเรียน จะต้องหานิ้วมือมนุษย์มาให้อาจารย์ ๑,๐๐๐ นิ้ว เป็นการคำนับครู อหิงสกกุมารได้ฟังดังนั้น ก็เสียใจ ร้องไห้ ปรับทุกข์แก่ตนว่า ตั้งแต่เติบใหญ่มาจนถึงบัดนี้ ไม่เคยสร้างบาปทำกรรม ก็บัดนี้อาจารย์จะให้เราไปฆ่ามนุษย์ เพื่อเอานิ้วมนุษย์มาให้อาจารย์ ๑,๐๐๐ นิ้ว เป็นการทำบาปอันใหญ่ ถ้าเราไม่ทำ เราก็เรียนวิชาสำคัญไม่ได้ ไปปกครองโลกไม่ได้ บิดาส่งมาเรียนเพื่อให้ได้เอาความรู้ไปทำราชการ หากเรียนไม่จบ ทำให้บิดาผิดหวังในเรามาก อหิงสกกุมารจึงรับปากกับอาจารย์ว่า จะไปเอานิ้วมนุษย์มาให้ ตามที่อาจารย์ประสงค์ รับดาบจากอาจารย์แล้ว ก็ออกฆ่าคนเรื่อยไป ฆ่าได้แล้ว ตัดนิ้วมือร้อยเป็นพวกมาลัย จึงได้สมญาว่า องคุลีมาล (แปลว่า เอานิ้วร้อยเป็นมาลัย) นับได้ ๙๙๙ นิ้ว ยังขาดอีกนิ้วเดียวจะครบ ๑,๐๐๐ นิ้ว ข่าวของโจรองคุลีมาลดังไปทั่ว พระเจ้าปเสนทิโกศลจะยกทัพไปปราบ ก่อนที่จะไปปราบ จะต้องเสด็จไปที่วิหารเชตวัน เพื่อทูลต่อพระพุทธเจ้าเสียก่อน นางพราหมณีผู้เป็นมารดาขององคุลีมาล เมื่อทราบข่าวว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลจะยกทัพไปปราบ จึงดำริจะไปบอกให้องคุลีมาลได้รู้ตัว เพื่อจะได้หลบหนี ขึ้นชื่อว่าลูกแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว แม่ก็ยังรักเสมอ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณว่า ถ้าหากนางพราหมณีไปถึงก่อน องคุลีมาลจะจำแม่ตัวเองไม่ได้ เพราะ เลือดขึ้นหน้า เสียแล้ว และจะฆ่าแม่เอานิ้วอีก องคุลีมาลจะสร้างกรรมหนัก อนันตริยกรรมห้า คือ จะทำมาตุฆาตเป็นเหตุให้ขาดมรรคผลนิพพาน เป็น อาภัพสัตว์ เหมือนตาลยอดด้วน องคุลีมาลสร้างบุญบารมีมามากแล้วจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ด้วยบารมีอันนี้เอง จึงไม่มีใครเข่นฆ่าองคุลีมาลให้ตายได้ แม้องคุลีมาลจะฆ่าใครมาเท่าไรก็ตาม ความเสียหายที่จะมาถึงพระองค์ก็คือ องคุลีมาลเป็นอสีติสาวกผู้ใหญ่รูปที่ ๘๐ ของพระองค์ ขณะนี้มีสาวกชั้นผู้ใหญ่ ๗๙ รูป ถ้าขาดองค์คุลีมาลไป ๑ รูป พระเถระผู้ใหญ่จะไม่ครบ ๘๐ รูป จำต้องแก้ไขเหตุการณ์ด้วยพระองค์เอง อย่างเร็วพลันและทันด่วน โดยรีบไปให้ถึงองคุลีมาลก่อนใครทั้งหมด ตามเรื่องราว อันเป็นตอนที่พระพุทธองค์ทรงทรมานให้องคุลีมาลละทิฏฐิมานะ องคุลีมาลวิ่งเข้ามาจะฟันพระองค์ แต่ก็ฟันไม่ได้สักหนเดียว จนองคุลีมาลเหนื่อยหมดเรี่ยวแรง เรียกพระองค์ว่า หยุด ! สมณะหยุด พระองค์ทรงหันพระพักตร์มา แล้วตรัสว่า สมณะหยุดแล้ว แต่ท่านไม่หยุด
ต่อเมื่อ ทำใจหยุด ที่ศูนย์กลางกาย จะเห็นดวงปฐมมรรค เป็นดวงแก้วขาวใสสว่างโชติ จึงจะเข้าขอบข่ายเบื้องต้นของสมถะ สมถะเป็นเบื้องต้นของวิปัสสนา ต้องทำสมถะได้ก่อน จึงเลื่อนไปทำวิปัสสนา ทั้งสมถะและวิปัสสนา ต่างเกื้อกูลกัน เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน บัดนี้ เราจะฝึกทำใจของเราให้เป็นสมถะ และให้เป็นวิปัสสนาควบคู่กันไป เมื่อตั้งใจมั่นที่ ศูนย์กลางกาย แล้ว พึงประคองใจให้ นิ่ง ให้ หยุด และให้ ใส โดยไม่ต้องนึกถึงสิ่งอื่นใด แม้มีความรู้เดิมอันใด ก็ไม่นำมาคิด ไม่นำมานึก ในขณะที่ฝึกนั้น ทั้งนี้ เพื่อให้ใจ หยุด นิ่ง และ ใส ได้เร็วขึ้น |