|
ธรรมะในแพ็กเกจสุดเก๋ เสิร์ฟพร้อม แผนที่ และ บัญชีบุญ
กล่องบุญ-ผลงานจากไอเดียเก๋ๆ
ทุกวันนี้ ชีวิตประจำวันของผู้คน
ล้วนถูกรุมเร้าด้วยปัญหามากมาย ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
หรือปัญหาจากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว
วิบัติภัยหลายครั้งหลายคราโหมกระหน่ำเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า
เมื่อเป็นเช่นนี้
เราไม่อาจปฏิเสธเลยได้เลย ว่า ทุกข์ภาวะที่กล่าวมาข้างต้น
เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้คนมากมายหันเข้าหาธรรมะ
เพื่อหวังยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งทางใจ ดังนั้น หากมองไปตามแผงหนังสือ
จึงไม่น่าแปลกที่หนังสือธรรมะ หลายต่อหลายเล่ม จะถูกจัดให้เป็น
หนังสือขายดี ในอันดับต้นๆ
สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี
นับเป็นอีกค่ายที่ให้ความสำคัญกับการตีพิมพ์เผยแพร่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ในรูปแบบที่ ดึงดูดความสนใจ จากผู้อ่าน ได้ในระดับหนึ่ง
ตัวอย่างที่ช่วยตอกย้ำให้เห็นภาพดังกล่าวได้ชัดเจนที่สุดก็คือ
หนังสือธรรมะเล่มล่าสุด ซึ่งถูกบรรจุด้วยแพ็กเกจโดดเด่นสะดุดตา ในชื่อ
กล่องบุญ
สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มเล็กๆ ในกล่อง
มีความน่าสนใจขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่า
ถูกบรรจุอยู่ภายในภาชนะอะลูมิเนียมสีสันสดใสเท่านั้น
แต่เนื้อหาข้างในยังสามารถทำหน้าที่ ส่งสาร ได้ตรงใจผู้รับหมู่มาก
ไม่แพ้รูปลักษณ์ภายนอก ที่สำคัญ ผู้ผุดไอเดียหรือผู้เขียน
ธรรมะย่อยง่าย พร้อมกล่องนำสมัยนี้ขึ้นมา เป็นเพียงหญิงสาว อายุ
28 ปี เท่านั้น เธอคือ แป้ง-ภัทริน ซอโสตถิกุล
ทายาทรุ่นที่สามของตระกูล ซอโสตถิกุล แห่งศูนย์การค้า ซีคอนสแควร์
หลายคนมองว่าเธอเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในโลกธุรกิจ
การคว้าปริญญาตรี
เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รั้วจามจุรี
รวมทั้งหน้าที่ดูแลกิจการครอบครัวอย่างเอาใจใส่และมุ่งมั่น ทำให้วันนี้
ซีคอนสแควร์ มีรูปโฉมที่ทันสมัย
ขยายกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างขวางยิ่งขึ้น เหล่านี้อาจเพียงพอแล้ว
ที่จะการันตี ความสามารถ ของเวิร์คกิ้ง วูแมน อย่างเธอ ทว่า อะไร?
ทำให้ผู้หญิงคนนี้ หันมาสนใจหลักธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า
บรมศาสดาแห่งพุทธศาสนา ทั้งที่สถานะของเธอแวดล้อมด้วยความพร้อม
ความสะดวกสบาย คำนำที่แป้งเขียนในหนังสือกล่องบุญ น่าจะตอบคำถามนี้ได้
แป้ง-ภัทริน
ชีวิตฉันเริ่มต้นเมื่ออายุ 27
เป็นปีที่ฉันได้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการเกิด
รู้ถึงคุณค่าการเป็นมนุษย์ ส่วนช่วงก่อนหน้านั้น ฉันเป็นเพียง
หนูถีบจักร ที่ไม่เคยเห็นโลก รู้เพียงว่า ต้องถีบๆๆๆๆๆ
และถีบให้เร็วกว่าคนอื่น แต่ ก็ยังไม่รู้ถีบทำไม นี่คือชีวิตของฉัน
ต่อมา เมื่อชีวิตใหม่ทางธรรมของฉันเกิดแล้ว ฉันรู้ ว่าฉันต้องทำอะไร
แต่ความโง่ ความขี้เกียจ และใจ ฉันเอง ที่ทำให้ฉันเดินทางช้า
ฉันยังสนุกกับโลกที่ กระแส ช่างแรงเหลือเกิน ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป
ฉันคงต้องเดินถอยหลัง... ฉันเริ่มออกแบบแกนชีวิตให้ตนเอง
เป็นอุปกรณ์ควบคุมที่ฉันใช้เป็นตัวช่วย
เพื่อไม่ให้ตนเองออกนอกลู่นอกทางด้วยความประมาท ฉันเรียกมันว่า
แผนที่บุญและบัญชีบุญ บรรจุอยู่ในกล่องบุญใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของคำนำ
ที่แป้ง บอกเล่าถึงความเป็นมาและความตั้งใจในการเขียน กล่องบุญ
สำหรับใครที่ได้มีโอกาสโอกาสแวะไปงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ คงอดทึ่งไม่ได้กับ
ไอเดีย ของเธอในการอธิบายหลักธรรมพุทธศาสนา ให้ฟังเข้าใจง่าย
และเห็นภาพต่างๆ ได้ชัดเจน
แต่แม้ใครไม่ว่างไปพบปะผู้เขียนหนังสือในวันนั้น เมื่อเปิดกล่องบุญ
และหยิบสิ่งที่อยู่ข้างในมาอ่าน ความรู้สึกเมื่อได้อ่าน
คงไม่ไกลกันสักเท่าใดนัก เริ่มต้นด้วย การตั้งคำถามต่อการ ดำรงอยู่
ของตัวเรา เหตุผลที่คนเราเกิดมา ทำไมจึงเกิดมาเป็นมนุษย์?
ทั้งที่ต้องประสบพบเจอกับความทุกข์ ด้วยกันทั้งสิ้น
แม้ว่าภาษาที่ใช้ในการเขียน
อาจไม่สละสลวยหรืองดงามทางวรรณศิลป์ แต่ความตั้งใจที่จะใช้คำอธิบาย
พร้อมทั้งยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่าย มีการแสดงผลของบุญ-บาป
คล้ายกับตารางแสดงผลทางสถิติ
รวมถึงการใช้สัญลักษณ์และตัวการ์ตูนหลากสีสัน
เหล่านี้ล้วนกลายเป็นจุดเด่นที่ลดทอนข้อด้อยอื่นๆ
และมีพลังพอที่จะชักจูงให้ผู้อ่านไม่นึกติดใจเอาความ อาทิ
ลูกเล่นในการเปรียบเทียบให้เห็นถึง ภาวะจิตใจที่ยึดติด
อันเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์
โดยแนะให้ผู้อ่านลองนึกถึงความรู้สึกเมื่อได้ยินแต่ละประโยคที่เป็นสถานการณ์คล้ายกัน
ในที่นี้ผู้เขียนใช้สถานการณ์ อกหัก
ตัวการ์ตูนสีสันสดใส
ประกอบหลัก "ทาน 9 ข้อ" เช่น เมื่อได้ยินว่า เพื่อนร่วมคณะอกหัก
เราอาจมีความรู้สึกเพียงแค่ว่า คนๆ นั้นเป็นใคร หน้าตาอย่างไร
สวยหรือเปล่า
ต่อเมื่อเปลี่ยนเป็น
พี่สาวของเราอกหัก เราเริ่มมีความโกรธแค้นแทนคนที่เรารัก และเมื่อ
ตัวเราอกหัก เมื่อนั้นเรารู้สึกเหมือนกับว่า โลกทั้งใบแตกสลาย!!
ผู้เขียนสอดแทรกคำอธิบายว่า
ทั้งที่อกหักเหมือนกัน แต่ระดับความเศร้าโศกหรือโกรธแค้นต่างกัน
ก็เนื่องมาจาก การ ยึดติด นั่นเอง
เราจะพ้นจากความรู้สึกที่เป็นทุกข์เหล่านั้นได้ก็ต่อเมื่อ ปล่อยวาง
นอกจากนี้
ยังมีการแสดงค่าวัดความสำเร็จของการดับกิเลสเป็นขั้นๆ ,
การอธิบายถึงอุปนิสัยที่ส่งผลให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ
รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ ในการเปรียบเทียบแผนที่ชีวิตกับ
แผนที่ไปเชียงใหม่ โดยหลักไมล์ที่เพิ่มขึ้น ก็คือ ระดับของกิเลสที่ลดลง
รูปแบบที่แปลก และ แหวกแนว
ภาพประกอบสีสันสดใส เหล่านี้คือความจงใจของผู้เขียน โดยที่ตัวเธอเอง
ก็ยอมรับอย่างไม่อ้อมค้อมว่า เป็น กุศโลบาย ที่ตั้งอยู่บนเจตนาอันดี
พร้อมทั้งหวังว่าจะเป็นหนทางที่สามารถชักชวนให้คนรุ่นใหม่
หันมาสนใจธรรมะมากขึ้น
แผนที่เดินทางสู่นิพพาน
เหนืออื่นใด หากผู้อ่านเกิดความคิดอยากลดความสนใจในรูปกายภายนอกลงบ้าง
ไม่ว่า จะเป็น การลุ่มหลงในเกียรติยศ, ชื่อเสียงเงินทอง แล้วหันมาลด ละ
เลิก อบายมุขหรือการกระทำที่เป็นบาป รวมทั้ง
ให้ความสำคัญในการทำความดีมากขึ้นกว่าเคย เพียงเท่านี้
ไม่ว่าเส้นกราฟบัญชีบุญของคุณ จะเพิ่มขึ้นจนแตะเพดาน
หรือเขยิบสูงจากเดิมเพียงเล็กน้อย กล่องบุญ
ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่แล้ว
ไม่ว่าผลนั้น จะเกิดขึ้นเพราะกุศโลบาย
หรือ แก่นแกนของเนื้อแท้แห่งสัจธรรม ประโยชน์อันประมาณค่ามิได้
ก็ตกอยู่แก่ผู้ที่ มองเห็น ด้วยกันทั้งสิ้น
ขอประโยชน์แห่งธรรม จงตกอยู่แก่ท่าน...
ตัวหนอนบนกองหนังสือ
ที่มา :
นสพ.ผู้จัดการ
ธรรมะอินเทรนด์ สอนเด็กผ่านการ์ตูน ไซอิ๋ว
ขึ้นชื่อว่าหนังสือธรรมะ
เด็กหลายคนได้ยินก็คงจะเบือนหน้าหนีกันหมด เพราะสำหรับเด็กๆ แล้ว
"ธรรมะ" นับเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ไม่น่าสนใจ แต่เวลานี้
การเรียนรู้เรื่องธรรมะของเด็กๆ กลายเป็นเรื่องง่ายไปแล้ว
เมื่อบริษัทสกายบุ๊คส์ ได้เปิดตัว 1 ใน
4 สุดยอดวรรณกรรมจีนอันยิ่งใหญ่ คือ "ไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูน"
ผลงานล่าสุดของซีรีส์ "การ์ตูน เลิร์นนิ่ง (Cartoon Learning)"
ที่นำเอาวรรณกรรมอมตะของไทยและจีนมานำเสนอในรูปแบบของวรรณกรรมการ์ตูน
ที่ร้านบีทูเอส เซ็นทรัลชิดลม เมื่อเร็วๆ นี้
"ไซอิ๋ว"
ฉบับการ์ตูนถูกถ่ายทอดโดยการหยิบยกเอาข้อคิด
คติธรรมสอนเยาวชนจากฉบับจริงมาถ่ายทอดผ่านตัวการ์ตูนสำคัญ อันได้แก่
พระถังซัมจั๋ง เห้งเจีย ตือโปยก่าย และ ซัวเจ๋ง
โดยเน้นการดำเนินเรื่องอย่างสนุกสนาน ตื่นเต้น
กับการผจญภัยฝ่าอันตรายจากเหล่ามาร
เพื่อเป้าหมายสูงสุดกับภาระหน้าที่อัญเชิญพระไตรปิฎกกลับสู่ประเทศจีน
หนึ่งในทีมวาดการ์ตูน "ไซอิ๋ว" อย่าง "หน่อง"
มงคล มะอาจเลิศ เล่าว่า "ไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูน"
เป็นหนังสือการ์ตูนที่ทำขึ้นหลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากหนังสือสามก๊กที่พุ่งทยานขายดิบขายดี
โดย "ไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูน"
มีการปรับเปลี่ยนภาพประกอบใหม่ให้มีหลายช่องมากขึ้นกว่าเดิมที่มีเพียงช่องเดียว
เพื่อให้สามารถถ่ายทอดเนื้อหาและความสำคัญในเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นและน่าสนใจ
โดยเน้นเนื้อหาที่อ่านง่าย ตื่นเต้นเร้าใจพร้อมแฝงธรรมะ
"ไซอิ๋ว
เป็นเรื่องของการผจญภัยที่เต็มไปด้วยจินตนาการ อภินิหารเหนือจริง
และนำเอาธรรมะมาอิงกับตัวละคร ให้แง่คิดในเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคม
การเสียสละ การมุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ดังนั้นหนังสือไซอิ๋ว
ฉบับการ์ตูนจึงน่าจะเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าเยาวชน
หรือคนรุ่นใหม่ก็อ่านได้" หน่อง กล่าว
ด้านคอหนังสือรุ่นเยาว์จากแก๊งภาพยนตร์
"แฟนฉัน" ที่มาร่วมพูดคุยในงานนี้ด้วย อย่างเด็กชายอ้วนดำ "แจ็ค"
เฉลิมพล ฑิฆัมพรธีรวงศ์ เล่าถึงความประทับใจถึงการ์ตูน "ไซอิ๋ว" ว่า
ทำให้เขาอยากอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะอ่านแล้วได้ประโยชน์หลายอย่าง
จึงอยากให้เด็กไทยทุกคนหันมาสนใจอ่านหนังสือ ควรฝึกอ่านตั้งแต่เด็ก
พอโตมาจะได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น เพราะว่าคนเขียน
เขาเขียนอะไรออกมาน่าจะให้อะไรแก่เราหลายอย่าง
"ผมดูไซอิ๋วตั้งแต่ฉายเป็นละครทางช่อง
3 แต่พอได้มาอ่านไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูน รู้สึกว่าสนุกกว่าที่ดูทางโทรทัศน์
โดยส่วนตัวแล้วชอบตัวละคร "ตือโป๊ยก่าย" มากที่สุด
เพราะชอบลักษณะนิสัยที่ตลก เจ้าชู้ กินเก่ง ไม่ยอมคน และไซอิ๋วยังสอนให้เรารู้ถึงความอดทน
ความมุมานะ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เราต้องเผชิญในการอยู่ในวงการบันเทิง
เหมือนกับที่หงอคงต้องเจอกับสัตว์ประหลาด
พระถังซัมจั๋งต้องคอยระวังว่าสัตว์ประหลาดตัวไหนจะมาทำอันตราย" แจ๊ค
กล่าว
ส่วนสาวน้อยตาสวย โฟกัส จีระกุล
เล่าว่า ปกติเธอเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว เรื่องล่าสุดที่อ่านก็คือ
"ไซอิ๋ว ฉบับการ์ตูน" ที่ใช้เวลาอ่านเพียงแค่วันเดียวจบ
เพราะชอบภาพในการ์ตูนที่สวย เข้าใจง่าย
เนื้อเรื่องสนุกกว่าที่ดูในโทรทัศน์ ให้คติสอนใจจากตัวละคร "อย่างเช่น
ตอนที่เห้งเจียถูกพระถังซัมจั๋งไล่ พอพระถังซัมจั๋งตกอยู่ในอันตราย
เห้งเจียก็กลับมาช่วย แสดงถึงความอดทน ซื่อสัตย์
และความกล้าหาญของเห้งเจีย แต่สิ่งที่ไม่ชอบในตัวเห้งเจียคือ
ความหยิ่งยโสโอหัง ที่ไม่น่าเอาเป็นแบบอย่าง" น้องโฟกัส เล่า
ด้าน "แน็ค" ชาลี ไตรรัตน์
พระเอกจากเรื่องแฟนฉันและเด็กหอ เล่าถึงฮีโร่ในดวงใจจากเรื่อง "ไซอิ๋ว"
ว่า ชอบเห้งเจีย เพราะเป็นตัวละครที่เก่งที่สุด
สามารถปกป้องและปราบคนอื่นได้
"แม้โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ
แต่เรื่องนี้แม่แนะนำให้ลองอ่าน ตอนแรกที่อ่านก็ยังไม่สนุก ไม่น่าสนใจ
แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มที่จะสนุกขึ้น" แน็ค กล่าว
เป็นความจริงที่ว่า "ไซอิ๋ว"
ไม่ได้เป็นเพียงแค่วรรณกรรรมที่อ่านสนุกเท่านั้น
แต่ยังมีคติธรรมสอนใจที่ทำให้เรื่องธรรมะและศาสนาไม่ใช่เรื่องที่คร่ำครึสำหรับเด็กอีกต่อไป
ที่มา :
นสพ.คมชัดลึก
หนังสือภาพการ์ตูนประกอบบทสวดมนต์
ไตรเทพ สุทธิคุณ
ทีมงานโฆษณาเล็กออริจินอลไอเดียกระฉูด
ทำหนังสือภาพการ์ตูนประกอบบทสวดมนต์ไทย-อังกฤษ
เน้นอยากให้เด็กไทยทุกคนได้สวดมนต์กันทุกวัน
ซึ่งนอกจากจะช่วยให้มีจิตใจดีในการพัฒนาประเทศชาติแล้ว
ยังเป็นการเผยแผ่ให้ชาวต่างชาติได้ศึกษาความเป็นพุทธของไทยได้ด้วย
นี่เป็นเป้าหมายของการทำหนังสือ
ภาพการ์ตูนประกอบบทสวดมนต์ไทย-อังกฤษ ของ นายธนพัฒน์ รัตนประทุม
ทีมงานโฆษณาเล็กออริจินอล บอกว่า บางคนอาจไม่ทราบมาก่อนว่า
เหตุใดจึงควรสวดมนต์ บูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และ
"พาหุงมหากา" ก่อนการสวด "พระคาถาชินบัญชร" ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต) พรหมรังสี หรือการสวดมนต์บทอื่นใดทุกครั้ง
จึงเป็นเหตุปัจจัยที่เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้
เพื่อให้ทุกคนได้มีความเข้าใจกำลังใจในการสวดมนต์ ซึ่งทางนายสมพล
จันจิตคง และนายศุภกิจ เจียรนนท์ เป็นผู้ที่เห็นในความตั้งใจจริงของ
ทีมงาน "เล็กออริจินอล"
ได้เห็นว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าต่อสังคมปัจจุบัน
จึงให้การส่งเสริมสนับสนุนในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
เพื่อเป็นประโยชน์ต่อ เด็ก เยาวชน สังคม ประเทศชาติ และศาสนา
ที่มาของบทสวดมนต์นี้ พระเทพสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
ท่านได้ค้นพบ ลานทองคำ 13 ลาน ในองค์เจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล
ซึ่งสมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ได้จารึกถวายให้พระองค์ท่านเพื่อใช้สวดเป็นประจำในพระบรมมหาราชวัง
ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงเจริญรอยตามด้วยการเจริญ
"พาหุงมหากา" เป็นประจำเมื่อทรงออกรบคราใด จึงชนะข้าศึกทั้งปวง
กระทั่งทรงกอบกู้ประเทศชาติได้สำเร็จ
จากนั้นหลวงพ่อจรัญจึงอนุญาตให้ทีมงาน
"เล็กออริจินอล" นำบทสวดมนต์ "พาหุงมหากา"
มาจัดพิมพ์เป็นภาคภาษาไทย-อังกฤษ พร้อมคำแปล คำอ่านเป็นภาษาไทย-อังกฤษ
และ "พระคาถาชินบัญชร" พร้อมคำแปลภาษาไทย
มาจัดทำเป็นภาพการ์ตูนประกอบรวมเล่มเดียวกันตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
เนื่องจากเห็นว่ามีชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อย
ที่มีความเชื่อถือศรัทธานิยมสวดมนต์ "พาหุงมหากา" เป็นประจำ
เพราะอานิสงส์ของการสวดมนต์ "พาหุงมหากา-ชินบัญชร"
ให้ผลเป็นประจักษ์แก่ตนเองและครอบครัว
เขาบอกด้วยว่าถ้าทุกคนหาเวลาว่างมาสวดมนต์ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
พระสังฆคุณ "พาหุงมหากา" เป็นกิจวัตรอย่างจริงจังทุกวันแล้วจึงสวด
"พระคาถาชินบัญชร" หรือสวดมนต์บทอื่นต่อ อุปสรรคต่างๆ
สิ่งเลวร้ายทั้งปวงก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี
จึงควรสอนลูกหลานให้มีสมาธิและสวดมนต์ตั้งแต่เล็กๆ
ให้เด็กและเยาวชนได้หันมาสนใจในพระพุทธศาสนากันมากขึ้น
ก็จะทำให้เกิดปัญญามีปฏิภาณไหวพริบดี เฉลียวฉลาด
สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างมีสติ
"เราจะเห็นได้ว่าพวกคนพาลสันดานหยาบก็แพ้ภัยไปอย่างทั่วหน้า
โดยก่อนที่เราจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นนั้น
เราเองก็ควรพยายามช่วยเหลือตนเองให้สุดความสามารถของตัวเองเสียก่อน
ดังนั้นหากคนตั้งใจสวดมนต์อย่างมีสมาธิทุกวัน อุปสรรคต่างๆ
จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี" ธนพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม
คณะผู้จัดทำและสร้างสรรค์ผลงานได้นำรายได้สนับสนุนในโครงการของหลวงพ่อจรัญ
เพื่อพัฒนาคนให้สูงด้วยคุณธรรม รวมทั้งประโยชน์
ในการบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง
สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.0-2910-2036, 0-2910-2881, 0-3659-9175,
0-3653-7681
ที่มา :
นสพ.คมชัดลึก
พาโจ๋เข้าวัด วันมาฆบูชา กับอัลบั้มเกาะบันไดวัด
ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
มีวันสำคัญที่เกี่ยวพันกับศาสนาอยู่ 2 วันด้วยกัน วันแรกคือ วันวาเลนไทน์ที่เกี่ยวพันกับศาสนาคริสต์
เป็นวันระลึกถึงเซนต์วาเลนไทน์ นักบุญคนสำคัญของศาสนาคริสต์
ส่วนวันสำคัญวันที่ 2 ในเดือนนี้คือ วันมาฆบูชา
เป็นวันบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3
วันวาเลนไทน์นั้น
ทุกคนทราบดีว่าตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี
แต่สำหรับวันมาฆบูชา จะยึดเดือนไทยเป็นหลัก คือจะตรงกับทุกวันขึ้น 15
ค่ำ เดือน 3 ทำให้ชาวพุทธ โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนที่เป็นคนรุ่นใหม่
จะหลงลืมวันสำคัญทางศาสนาวันนี้กันไปมาก
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
จึงได้จัดงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชาขึ้น
โดยยึดพื้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงเป็นศูนย์กลางในการจัดงานร่วมกับวัดต่างๆ
ในกรุงเทพมหานคร
โดยในส่วนภูมิภาคให้จัดงานขึ้นที่สถานที่ราชการและวัดต่างๆ
ในจังหวัดทุกจังหวัด ระหว่างวันที่ 19-23
กุมภาพันธ์แต่ก็เป็นที่ทราบดีว่า กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาฯ
ถูกจัดขึ้นทุกปี และผู้ที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุ
จะหาเด็กรุ่นใหม่วัยโจ๋เข้าร่วมกิจกรรมนั้นยากเต็มที
ปีนี้กระทรวงวัฒนธรรมจึงเตรียมหมัดเด็ดไว้สำหรับเด็กวัยรุ่นเป็นการเฉพาะ
โดยได้จัดทำซีดีเพลงร่วมสมัย สอดแทรกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเอาไว้แจก
ด้วยดนตรีที่เชื่อว่าจะโดนใจเด็กรุ่นใหม่แน่นอน เพราะมีทั้งแร็ป ป็อป
และร็อกอยู่ในอัลบั้มเดียวกัน จำนวน 13 เพลงด้วยกัน
เกาะบันไดวัด
คือชื่ออัลบั้มบทเพลงธรรมะดังกล่าว เป็นฝีมือการปรุงแต่งของ พิสุทธิ์
เกรียงบูรพาและคณะ ในนาม เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธากรุ๊ป
ซึ่งจัดทำเพลงแนวนี้ขึ้นและได้รับรางวัลอัลบั้มนอกกระแสยอดเยี่ยม
จากค่ายเพลง HAMBURGER มาแล้วเมื่อปี 2547 โดยอุดมการณ์ของผู้จัดทำนั้น
อยากให้ผลงานชุดนี้เป็นเสมือนกับการหย่อนก้อนหินหนึ่งก้อนลงในแม่น้ำอันกว้างใหญ่
คลื่นน้ำอันเกิดจากหินก้อนนี้จะกระจายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
ผู้คนในสังคมอาจหันมาทำเพลงธรรมะมากขึ้นบ้าง
พิสุทธิ์
เจ้าของผลงานที่จะนำออกมาโน้มใจวัยรุ่น
เปิดเผยถึงเจตนารมณ์ในการทำเพลงชุดนี้ว่า เขาต้องการให้เด็กๆ รู้สึกว่า
ธรรมะเป็นเรื่องบันเทิง โดยมีจุดประสงค์หลัก 2 ประการด้วยกัน คือ
1.ต้องการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยาวนานต่อไป
เพราะเห็นว่าหน้าที่การสืบทอดพระพุทธศาสนานั้น
ไม่ใช่หน้าที่เฉพาะของพระสงฆ์เท่านั้น
แต่เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนทุกคนที่ต้องร่วมกัน
ส่วนจุดประสงค์ประการที่ 2. ต้องการขยับ วัด
ไปหาประชาชนให้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยับวัดไปหาใกล้ชิดหมู่เด็กวัยเรียน
วัยรุ่น
ตอนเริ่มทำเพลงชุดนี้
ไม่มีค่ายเพลงไหนสนับสนุนผมเลย ทุกคนต่างร้องยี้และหันหน้าหนีไปคนละทิศละทาง
แต่ผมก็พยายามทำออกมาจนเสร็จสิ้นเป็นอัลบั้มในชื่อ เกาะบันไดวัด
ตอนแรกตั้งใจจะทำออกมาเป็นแนวดนตรียุคกลาง แต่ก็คิดว่าเด็กๆ ไม่ฟังแน่
เลยต้องปรับมาเป็นดนตรีร่วมสมัย เพื่อให้วัยรุ่นฟังได้
แทนที่เราจะรอให้เด็กเดินเข้าไปหาวัด เราก็เอาวัดไปหาเด็ก
เอาไปตั้งไว้ที่เซ็นเตอร์พอยต์เสียเลย
เปิดให้เขาได้ยินเนื้อหาในบทเพลงอาจจะเป็นบนรถเมล์ ย่านวัยรุ่น
หรือที่ที่เขาไปชุมนุมกัน
ผมเชื่อว่ามันจะมีส่วนช่วยโน้มน้าวจิตเขาเข้าสู่พระธรรมได้
เพราะธรรมะถูกทำให้เข้าถึงง่ายขึ้นแล้ว
พิสุทธิ์ เปิดเผยด้วยว่า
กล่าวจะออกมาเป็นอัลบั้มเพลงธรรมะอย่างที่เห็นไม่ใช่เรื่องง่าย
เขาต้องเข้าออกวัดสวนแก้วนับสิบรอบ เพื่อให้พระราชธรรมนิเทศ หรือ
ท่านเจ้าคุณพระพยอม กัลยาโณ
ตรวจทานและขัดเกลาเนื้อร้องให้ถูกต้องเหมาะสม
ส่วนปกซีดีเพลงนั้นรับรองได้ว่าไม่น้อยหน้าอัลบั้มเพลงร่วมสมัยอื่นๆ
แน่นอน เพราะออกแบบได้ทันสมัย
ซึ่งหากนำเอาซีดีชุดเกาะบันไดวัดไปวางปะปนบนแผงร่วมกับเพลงของนักร้องดังๆ
เชื่อว่าหลายคนต้องหยิบอัลบั้มชุดนี้ขึ้นมาดูอย่างแน่นอน
ปกซีดีเป็นรูปปิ่นโต 4 ชั้น
ชั้นบนสุดมีชื่อว่า โยนิโสมนสิการ
มีความหมายว่า พิจารณาให้ถ่องแท้ เพราะในยุคบริโภคนิยม
ผู้บริโภคต้องรู้จักคัดสรรสิ่งไหนควรบริโภคหรือไม่ควรบริโภค
รู้จักแยกแยะรับเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์
ชั้นที่ 2 คือ ศีล
ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบสุขขั้นพื้นฐานของมนุษย์
หากปัจเจกบุคคลมีศีล สังคมมีศีล โลกมีศีล
ศีลย่อมนำความสงบสุขมาสู่ตัวบุคคล สังคมและโลกอย่างยั่งยืน
ชั้น 3 สมาธิ หมายถึงความตั้งมั่น
ความหนักแน่น
ความแน่วแน่ในการทำงานและในการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่เหมาะสม และ
ชั้นที่ 4 มีชื่อว่า ปัญญา
หมายถึงความรอบรู้ คือรู้เท่าทันเหตุการณ์ณ์สรรพสิ่ง
ทั้งที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันและอนาคต
ว่ามีเหตุที่มาและผลที่จะเกิดขึ้นอย่างไร
หากมีอุปสรรคปัญหาจะได้แก้ที่เหตุปัจจัยได้ถูกต้อง ปิ่นโต 4 ชั้นเถานี้
เปรียบเป็นตัวบุคคล ก็จะเป็นบุคคลที่สมบูรณ์
พร้อมอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข
นอกจากนี้ยังมีหนังสือเล่มเล็กสอดในปกหน้าด้านใน
เพื่อขยายความหัวข้อธรรมในเนื้อเพลงด้วย
ในวันมาฆบูชา
กรมการศาสนาได้จัดทำซีดีเพลงอัลบั้มเกาะบันไดวัด จำนวน 30,000 แผ่น
ผู้ที่สนใจขอรับได้ฟรีในงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา ณ
มลฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์นี้
ซึ่งจะมีแจกให้จนกว่าของจะหมด
และหากใครอยากได้ไว้ในครอบครองสามารถหาซื้อได้ตามแผงเทปทั่วไปในราคา
220 บาท หรือเข้าไปสั่งซื้อได้ที่ www.rianchern.com โดยรายได้ทางคณะฯ
จะหักค่าใช้จ่าย และนำทำบุญให้วัดที่เผยแผ่ พุทธศาสนา ทางปัญญา อาทิ
วัดสวนแก้ว วัดสวนโมกข์ เป็นต้น
นอกจากอัลบั้มเกาะบันไดวัดที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษแล้ว
ยังร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา อาทิ
พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ สวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ ตอบปัญหาธรรมะ
เล่านิทานธรรมะ เจริญพระพุทธมนต์และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
|