พุทธทาสกับการทำงาน

โครงกระดูกในตู้
(เกร็ดจากประสบการณ์ชีวิตพุทธทาส)
เฉียดตาย

ในชีวิตวัยหนุ่ม ท่านพุทธทาสเคยเฉียดตาย ๒ ครั้ง

ตอนก่อนบวช ต้องไปมาระหว่างพุมเรียงกับไชยาโดยใช้จักรยาน บางช่วงถนนขาด ต้องแบกจักรยานเดินฝ่าน้ำเชี่ยวข้ามไปอีกฝั่ง

“ที่สำหรับเหยียบมีน้อย และความโง่มันเอาจักรยานแบกไว้ด้านที่น้ำมาปะทะ พอถูกน้ำปะทะ น้ำมันแรงจนเซ ถ้าล้มลงไปมีหวังตาย น้ำมันจะปะทะจักรยานทับลงบนตัวเรา กว่าคนจะรู้ก็ต้องวันรุ่งขึ้น แต่ตอนนั้นมันแข็งใจอึดใจก้าวผ่านพ้นไปได้ ถ้ามันพลาดพลั้งครั้งนั้น มันก็ตายอยู่ในคู”

อีกคราวหนึ่งหลังบวชแล้ว ระหว่างเรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯ เดินทางกลับมาบ้านโดยเรือกลไฟ ลงจากเรือแล้วต้องข้ามฟากด้วยการเดินลุยน้ำลึกถึงอก เพราะเป็นยามดึกแล้วไม่มีเรือข้ามคลอง พอไปถึงบ้าน คนตกใจกันใหญ่ เพราะเขาเห็นจระเข้ว่ายอยู่ที่ปากน้ำเมื่อตอนกลางวัน

“ถ้าจระเข้กัดก็คงตายไปแล้ว ก็คงไม่มีสวนโมกข์”

เมนูพิสดารอาหารป่า

ช่วงวัยหนุ่มของท่านพุทธทาส ท้องทุ่งแถวพุมเรียงยังอุดมสมบูรณ์ ป่าไพรและผักปลาอาหารมีให้เที่ยวให้หากินเหลือเฟือ

หลายเมนูที่ท่านเล่าชวนน้ำลายสอ

ปลากระดี่ทอดกรอบ

“ปลากระดี่เหมือนกับกองทัพ ปลากระดี่ในคลองนะ พอน้ำลดก็เอาไอ้ที่เรียกว่า นาง คือบุ้งกี๋แบบละเอียด ช้อนปลากระดี่ได้ทีหนึ่งก็กินไม่หมด เอาไม้เสียบเป็นตับ ตัดหัวออกก่อน เอาผึ่งแดด แล้วทอดน้ำมันให้กรอบ กินกับน้ำพริกมะขามเปียกและยอดสะเดา เท่านั้นแหละกินข้าวกันได้จนพุงกาง”

หมึกสดต้ม

“ปลาหมึกแบบกระดองแข็ง เอามาต้มเป็น ๆ มันกรอบไม่น่าเชื่อเลย กรอบกรวมเลย กินโดยไม่ต้องมีน้ำจิ้มก็อร่อย กินปลาหมึกกับกาแฟก็ยังได้ ต้มน้ำชงกาแฟพร้อมกับที่ต้มปลาหมึก บางคนไม่เชื่อ คิดว่ามันจะคาว กินเข้าไปได้อย่างไร กรอบอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วก็หวานที่สุดด้วย”

หอมลูกผึ้งอ่อน

“ตอนผมยังไม่ได้บวช ยังชอบกินอีกอย่างหนึ่งคือรังผึ้ง ตัวผึ้งอ่อนในรังของมัน ก็ยังอยากกินอยู่ จนกระทั่งบวชยังอยากกินอยู่ แล้วลูกศิษย์คนหนึ่งมันรู้ใจอยู่บ้าง ก็อุตส่าห์ทำมาให้ถ้ามีโอกาสพบ เขาเอารวงผึ้งที่ว่านี้ห่อใบตอง แล้วลงกระทะคล้าย ๆ อบ สุกดีไม่สุกดี สุกบ้างไม่สุกบ้าง แต่มันตายหมดแล้วนะ ชอบ เป็นพระก็ยังติดนิสัยชอบกินของดิบ ผึ้งตัวยิ่งเล็กยิ่งดี ผมก็กินพิสดารตอนก่อนบวช มันก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังเป็น ๆ อยู่ เป็นหนอนอยู่ในรู ของที่สดที่มีชีวิตแบบนี้ รสมันผิดกันอย่างตรงกันข้ามกับอย่างที่สุกแล้ว”

แกงกะทิดอกลั่นทม

“นาน ๆ ทีเราก็นิมนต์พระที่คุ้นเคยกันมาฉันอะไรแปลก ๆ ที่วัด เช่น ยำดอกพะยอม ที่สวนโมกข์เก่าต้นพะยอมมีมาก แต่นี้ก็ไม่พิเศษนัก เพราะชาวบ้านเขาก็ยำกันอยู่แล้ว เรายังมีแกงพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ แกงดอกลั่นทม ดอกลั่นทมมีมากตลอดสองข้างทาง ได้ดอกเป็นกะละมัง ต้มใส่กะทิมาก ๆ ใส่ส้มมะขามเปียกเปรี้ยว ๆ ใส่น้ำตาลให้พอ ๆ กัน ใส่หัวหอม ไม่ได้ใส่เนื้อใส่ปลาอะไร นิมนต์มาฉันเป็นของแปลกสำหรับคุณ แต่บางองค์ฉันไม่ได้จะอาเจียนก็มี”

 
อาหารธรรมชาติ

คืออาหารที่ไม่มีการปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพ อาหารพวกนี้ได้แก่ ผลไม้ ผัก พืชพรรณทุกชนิดที่ยังดิบ สด ท่านพุทธทาสเคยฉันเฉพาะอาหารธรรมชาติตลอดพรรษาหนึ่ง

วันที่ ๓ ของการทดลองฉัน ท่านบันทึกว่า

“ผลไม้ทำให้ร่างกายสดชื่น ภายในเย็นฉ่ำ กำลังทวีขึ้น วันนี้อุจจาระมีสีและกลิ่นแปลกจากเดิม ไม่มีการกลัดหรือผูก ไม่มีกลิ่นน่ารังเกียจแม้แต่น้อย”

และบันทึกเชิงเปรียบเทียบถึงอาหารที่ปรุงสุกว่า

“ส่วนอาหารที่ปรุงสุกแล้ว มีทั้งกลิ่น-รส-สี-แรงขึ้นทุกส่วน จูงใจให้สูงจนลดลงมาไม่ได้ เมื่อถูกลดลงมาเท่าเดิมจะกลับเป็นทุกข์ เมื่อสูงก็เป็นทุกข์อีกทางหนึ่ง นั่นเป็นโทษของความไม่พิจารณาเห็นโดยเป็นตตุ คล้าย ๆ กะว่ามีชีวิตอยู่เพื่อกินอาหารเป็นอย่างมาก”

ขำขันอาจารย์ปลัดทุ่ม

พระปลัดทุ่ม เจ้าอาวาสวัดอุบล เป็นพระผู้ใหญ่ที่พระเงื่อมนับถือและไปมาหาสู่เป็นประจำ จนรู้เรื่องนำมาเล่าต่อ

“มีเรื่องน่าหัว เพราะมีคนไปดูหมอกับอาจารย์ปลัดทุ่มมาก มีคนถวายของมาก ใบชาเป็นห่อ ๆ มาก ทีนี้ท่านถือคติว่ากินของเก่าก่อน ของมาทีหลังเก็บไว้ก่อน ก็เลยกินใบชาสาบตลอดชีวิต จมูกของท่านไม่ค่อยดี ท่านไม่รู้ว่าสาบหรือไม่สาบ ใครไปใครมาก็ต้มให้กิน ผมก็กิน และรู้สึกว่าเป็นชาสาบจริงอย่างที่เขาว่ากัน”

แปลบาลี

ในยุคสมัยของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระผู้ใหญ่แปลพระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีด้วยสำนวนต่าง ๆ กันได้อย่างอิสระ ซึ่งท่านพุทธทาสได้ศึกษาในช่วงที่หัดเรียนภาษาบาลีด้วยตัวเอง

“ธรรมดาพระพุทธเจ้าพูดกับพระมหากัสสป ก็แปลว่า ดูก่อนกัสสป... มีบางองค์แปลว่า กัสสปจ๊ะ... มันถึงขนาดนี้ แต่ก็ยังให้ลง”

กินน้ำจากหญ้ารังไก่

“จากพุมเรียงเช้ามืด มาบิณฑบาตที่ตลาดไชยา แล้วเดินตามทางรถไฟ ทำท่าจะไปท่าฉาง แต่วกกลับเสียครึ่งทางตรงน้ำผุด นี่เรายังรำลึกได้เลยว่าเคยกินน้ำจากใบหญ้า”

ท่านพุทธทาสเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่ง ที่ฉันข้าวโดยไม่มีน้ำ

“ไม่มีทางที่จะเอาน้ำ ก็เลยใช้มือรูดไปตามใบหญ้ารังไก่ ที่เขาใช้รองก้นกระจาดขนมจีนนั่นแหละ เป็นเฟินชนิดหนึ่ง เป็นหญ้าที่มีน้ำค้างเกาะมากที่สุด ทุก ๆ ใบของมันจะมีน้ำค้างหยดหนึ่ง เราเอามือลูบมาดูดกินได้ นิดหนึ่ง ๆ ๆ ๆ หลายหนก็พอเหมือนกัน ใช้ล้างมือพอเปียกก็ฉันข้าว แล้วก็ฉันน้ำค้างจากใบไม้”

สัตว์ไพรในสวนโมกข์

ที่สวนโมกข์ วัดสระตระพังจิก เคยเป็นวัดร้างรกชัฏมาก่อน ตอนท่านพุทธทาสเข้าไปอยู่ใหม่ ๆ จึงได้คุ้นเคยกับสัตว์หลายชนิด

“เราก็คุ้นกับสัตว์ ไก่ป่าบ้าง แย้บ้าง แย้นี่จะเรียกว่าโง่ที่สุดก็ว่าได้ เอาไอ้แขนงไม้อ่อน ๆ ที่มันมีใบอ่อนตรงปลายสักใบหนึ่ง หมุนคลึงกับดิน มันก็วิ่งเข้ามาหาจนถึงมือ จนเข้ามาในมือ จนจับมันได้

“อีกอย่างหนึ่งที่มันชอบกิน คือลูกของต้นกระดูกไก่ พอมันสุกดำเราก็ปลดให้แย้ มันพยายามปีนขึ้นไปเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ถึง เราก็ปลดโยน ปลดโยนให้ จนคุ้นเคย กระทั่งตอนหลังโยนข้างเท้ามันก็ขึ้นมาบนเท้า นี่เป็นการเรียกแย้โดยไม่ต้องใช้คาถา ตอนหลัง ๆ ก็เรียกได้ด้วยมือเปล่า ๆ ทำท่ายกมือ ทำท่าเหมือนจะขว้าง มันก็มาเหมือนกัน บางทีก็มากัดกันให้ดูด้วย สนุกกันใหญ่

“ไอ้ตัวผู้หัวโจกมันไม่ค่อยกี่ตัว ๓ ตัว ๔ ตัว นอกนั้นเป็นตัวเมีย เป็นตัวที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ตัวผู้ที่ว่านี้สด สีสดสวย แล้วก็ทำท่ายกขาหน้าขึ้น ๒ ข้าง แล้วกระโจนใส่กัน ท่าทางสวยเหมือนกับกางใบ ไอ้โครงข้างคอมันจะกางออกได้ แย้กัดกันนี่สวยมาก ถ้าถ่ายวิดีโอไว้จะน่าดู”

นาก ก็มีตามที่ท่านพุทธทาสบันทึกไว้ว่า

“บางวันฉันเดินออกมาเพื่อไปบิณฑบาตตอนเช้า ฉันเคยเสียเวลายืนคอยให้นากถึกโทนตัวผู้ ที่ออกมากลิ้งเกลือกกลางพื้นทราย และยืดตัวสองขาชะเง้อดูฉันเป็นคราว ๆ เสร็จธุระของมันแล้วหลีกไปเสียก่อน มันทำอาการคล้ายกับทักทายว่า กล้าดีก็ลองเข้ามาซิ มันยืดตัวขึ้นสูงขนาดหน้าอกเรา ในระยะเพียง ๘-๙ เมตร ท่านลองทายดูทีหรือว่า จะให้ฉันทำอย่างไรอีก นอกจากยืนคอยว่ามันจะหลีกไปเอง...เมื่อกำลังใจและสติยังสมบูรณ์อยู่กับตัว ก็อยากลองไปเสียทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่อยากลองให้เสือกัด งูกัด หรือให้ผีหลอก และให้ภูตหรือเปรตมาสนทนาปราศรัยกัน”

 

ท่านเขียนถึงป่าสวนโมกข์ตอนเที่ยงวัน ซึ่งมีความสงัดตามธรรมชาติ

“ดูเหมือนนกกะปูดจะมีหน้าที่เป็นผู้ให้สัญญาณระหว่างพักผ่อน แล้วนกทุกตัวจับเจ่า บางตัวก็หลับเลย กระรอกก็อยู่นิ่ง ๆ ไก่ป่าก็กกแปลง สัตว์เล็กตามพื้นดินก็หลบตัวพักผ่อน...ที่สวนโมกข์เรามีกระรอกกว่า ๔๐ ตัว และนกเล็ก ๆ นานาชนิดนับไม่ถ้วน ไก่ป่าฝูงใหญ่ เหล่านี้ทั้งหมดช่วยกันตะเบ็งเสียงเป็นที่บอกให้รู้กันอย่างทั่วถึงให้ระวังอันตราย...ถ้าไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะเงียบสงัดไปจนถึงบ่าย จนกว่านกกะปูดจะให้สัญญาณอีกครั้งหนึ่ง การเคลื่อนไหวมีขึ้นทีละตัวสองตัว จนเป็นป่าที่ตื่นอยู่ตามปรกติ”

และเขียนถึงป่ายามกลางคืนว่า

“เดือนหงายแล้วคืนหนึ่ง ดึกมากแล้ว ฉันตื่นขึ้นด้วยเสียงดังกั๊บ ๆ อยู่ใกล้ ๆ ค่อย ๆ ลุกนั่งฟังดู แหวกผ้าบังช่องหน้าต่างมองไปตามเสียง เห็นหมูป่า ๔ ตัวด้วยกัน กำลังกินอะไรอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ในระยะห่างออกไปจากที่พักเพียง ๗-๘ เมตร ไม่เป็นภาพที่น่ากลัวเลย แต่น่าดูมากกว่า และคงเป็นหมูป่านี่เองที่เคยวิ่งกระโจนไปสนั่นป่าครั้งหนึ่งในเมื่อฉันเปิดประตูออกมาในตอนใกล้รุ่ง กระจงแม่ลูกอ่อน นกคุ่มแม่ลูกอ่อน ซึ่งบางทีเดินตามกันเป็นหาง เหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเอ็นดูมาก ในตอนเย็นๆ นกบางชนิดร้องเหมือนแกล้งว่า มีทั้งกลางวันและกลางคืน บางตัวก็สวยมากจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือธรรมชาติล้วน ๆ โดยปราศจากความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า คืนฝนตก งูที่ชุมที่สุดก็คือ งูกะปะ ซึ่งกัดมีพิษเจ็บมากและเปื่อยลามจนนิ้วหลุด หรือหงิกงอไป และสิ่งที่ชุกชุมทุก ๆ คืนก็คือ ยุง เหล่านี้แหละ คือธรรมชาติที่ให้บทเรียนอันไม่รู้จักเบื่อหลายอย่างหลายประการ”

เมื่อแรกมาอยู่ที่สวนโมกข์ เขาพุทธทอง

“สัตว์ป่ายังเหลืออยู่ตามสมควร เคยมีกวางป่ามากินลูกมะกอกตรงหอไตร ผมขึ้นไปเจอะ กำลังกินกันอยู่พอดี กวางมีเขา ตัวเกือบเท่าม้า เสือดาวสีออกดำก็มีตัวหนึ่ง อยู่มาตั้งแต่แรก อยู่ด้วยกันหลายปีไม่รู้มันนอนตรงไหน พอค่ำก็ออกมากินหมา ตัวหนึ่งกินได้ ๒-๓ วัน นับได้ว่ามันเอาไปกิน ๒๓ ตัว น่าใจหาย เสือก็มีเหมือนกัน เสือโคร่ง ตอนเย็น ตอนจะพลบ เสือมันร้อง เด็กก็ร้องรับเสือเลย เราก็อายเด็กถ้าคิดกลัวเสือ เณรชุดที่ว่าจะอบรมพิเศษ ติดมาที่นี่คนหนึ่ง พอเสือร้องอืม ตัวสั่นเลย

“ตรงที่ตั้งโรงหนังเดี๋ยวนี้ มีหมูป่าฝูงหนึ่ง ราว ๓๐ ตัว ตรงตึกโรงหนังนั้นเคยเป็นปลักหมูป่า

“อีเก้งร้องเปิ๊บป๊าบ ๆ ๆ ตอนค่ำ

“ตะกวดมียั้วเยี้ย หมากัดตายหมด แล้วนกกระเต็นตามกวางนี้สวย เที่ยวเดินตามดิน จิกไส้เดือนกิน สวย เดี๋ยวนี้ไม่เหลือสักตัว หายหมด”

สัตว์ในป่าช้าไม่กลัวผี !

ในสมุดบันทึกปฏิบัติธรรมรายวัน หน้า ๒๑ ท่านพุทธทาสบันทึกในช่อง มโนคติวันนี้ ว่า “ถ้านกเค้าแมว ตุ๊กแก กิ้งกือ ที่อยู่ในป่าช้า ตลอดถึงหนอนที่กินศพ ไม่ได้กลัวผีเลย แต่คนเรามากลัวผี เช่นนี้ก็แปลว่าสัตว์พวกนั้นดีกว่าคน ! และถ้าผีไม่อาจโกรธหรือทำอะไรแก่สัตว์พวกนั้นที่รบกวนกัดกินมัน แต่อาจทำอันตรายคนเราซึ่งเข้มแข็งและสามารถกว่าสัตว์เหล่านั้นได้ก็แปลกละ !”

 
ที่พิเศษ

ครั้งหนึ่งมีโยมมานั่งคุยด้วยที่สวนโมกข์ (เขาพุทธทอง) ได้เห็นหนูไล่งูแถวขอบสระ หนูอยู่ในโพรงไม้เสาที่กั้นขอบสระ งูตัวใหญ่พอจะกินหนูได้เข้าไปในโพรง ถูกหนูไล่ออกมาไกล พอหนูกลับเข้าโพรงงูก็ตามเข้าไปอีก หนูก็ไล่กลับไปอีก เป็นเช่นนี้อยู่ ๒-๓ รอบ

“ถึงไม่เชื่อโชคลาง ก็ต้องเชื่อ อย่างในกรุงกบิลพัสดุ์ คิดดู หนูไล่งูมันต้องเป็นที่พิเศษ เป็นชัยภูมิพิเศษ ที่กรุงกบิลพัสดุ์ เดิมเป็นที่อยู่ของฤาษีกบิล ถ้าเสือไล่เนื้อมาถึงตรงนั้น เนื้อจะกลับไล่เสือ ถ้างูไล่เขียดมาถึงตรงนั้น เขียดจะกลับไล่งู แต่ของเราไม่ใช่เขียด เป็นหนูที่เข้าไปอยู่ในโพรงไม้”

ถูกข้อหาคอมมิวนิสต์

การเทศน์เรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ทำให้ท่านพุทธทาสถูกหาว่ารับผลประโยชน์จากคอมมิวนิสต์มาทำลายศาสนา

“พวกที่คิดแบบอนุรักษนิยม ใครแตะต้องอะไรไม่ได้ เขาหาว่าผมจาบจ้วงพระพุทธเจ้า”

มีการทำเรื่องไปถึงรัฐบาลและพระสังฆราช จนพระศาสนโสภณ (วัดราชาธิวาส) ต้องพาท่านพุทธทาสเข้าไปเฝ้า

“ดูเหมือนจะฟ้องสมเด็จพระสังฆราชทั้ง ๒ องค์ ทั้งวัดบวรฯ และวัดเบญจฯ ซึ่งต่อกันมา สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจฯ ก็เชื่อเขา แต่ไม่อาจทำอะไรได้เพราะไม่มีหลักฐาน พอพระศาสนโสภณพาเข้าไปเฝ้า พอโผล่หน้าเข้าไปที่บันไดเท่านั้น ตวาดออกมาเลยว่า ทำไมไม่ใช่วิสุทธิมรรค” [คัมภีร์อรรถกถา แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ (ภิกษุชาวอินเดีย) เนื้อหาอธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาทแบบข้ามภพข้ามชาติ การศึกษาปริยัติธรรมในประเทศไทยใช้คัมภีร์เล่มนี้เป็นหลัก-ผู้เขียน]

ขอใช้ชื่อพุทธทาส

หลังจากยี่เกย-น้องชาย เปลี่ยนชื่อเป็น ธรรมทาส อย่างเป็นทางการ ในปี ๒๔๘๒ พระเงื่อมก็เคยไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น พุทธทาส

แต่ทางการไม่ยอม

“เขาว่าไม่ได้ ลบหลู่พระพุทธเจ้า เอาคำพระพุทธเจ้ามาใช้ นี่คุณดู ความรู้ สติปัญญาของเจ้าพนักงานของประเทศไทย มันมีความรู้อย่างนี้ก็เลยขี้เกียจไปทะเลาะกับคนชนิดนี้”

พูดไม่มองหน้าคน

มีผู้เล่าว่าเมื่อสมัยท่านยังเป็นหนุ่มนั้น ท่านไม่มองหน้าสบตากับคู่สนทนาที่เป็นสตรี

ท่านเองพูดถึงเรื่องนี้ว่า

“ไม่ชอบมองหน้าคน มองหน้าสบตาเกิดความหมายอะไรขึ้นมา มันเข้าใจผิดกันได้ ไม่มองหน้าหลับตาพูดได้ยิ่งดี จะได้มีสมาธิ พูดแต่เรื่องจริง ที่มีประโยชน์ ที่ควรพูด ไปมองเข้ามันเป็นอารมณ์ที่จะทำให้ใจยุ่งเปล่า ๆ บางคนหน้ามันสวย บางคนหน้ามันไม่สวย บางคนหน้ามันหยี อะไรก็ไม่รู้ เสียเวลาที่จะไปรู้สึก”

ฉันไม่นับถือพระพุทธเจ้า

ท่านพุทธทาสเขียนไว้ในสมุดบันทึกหน้าหนึ่งในปี ๒๔๙๖ ว่า ฉันไม่นับถือพระพุทธเจ้า

“ฉันไม่นับถือพระพุทธเจ้า ! แต่นับถือสิ่งซึ่งพระพุทธเจ้าสั่งให้นับถือ

ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น

ไม่มีตรงไหนที่ตรัสสอนให้เรานับถือ พระพุทธเจ้า

มีแต่สอนให้นับถือตัวเอง และธรรม !

ฉะนั้น ฉันต้องนับถือสิ่งที่ทรงสั่งให้นับถือ”

ตั้งชื่อเด็ก

ธรรมดาของพระอันเป็นที่เคารพศรัทธา ก็มักมีญาติโยมมาขอให้ตั้งชื่อลูกเป็นสิริมงคล

“แม้ผมจะไม่เชื่อไสยศาสตร์ ผมก็ตั้งให้มันถูกต้องตามตำรา เพราะว่าถ้าต่อไปข้างหน้า เด็กมันไม่ถูกกับตัวอักษร หรือมีคนทักเข้า มันจะรำคาญใจ แล้วทีนี้ก็ต้องให้สัมผัสกับนามสกุล แล้วก็ต้องให้มีความหมายดี ให้ใจความแปลกดีสำหรับยึดถือ แต่ว่าไม่ซ้ำกับใคร ๆ ในประเทศนี้ ต้องคิด ๔-๕ ตอนกว่าจะได้สักชื่อ เหนื่อยเหมือนกัน ตอนหลังเลยขอเลิก”

ธรรมะของนักปกครอง

ในครั้งที่นายสัญญา ธรรมศักดิ์ จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยถามท่านพุทธทาสว่า ควรจะถือหลักธรรมอะไร

ท่านพุทธทาสตอบว่า ธรรมของโพธิสัตว์ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ

“ถ้าเข้าใจ มันใช้ได้ดี ความหมายดีมาก สุทธิซื่อตรง มีปัญญาไม่ประมาท มีเมตตากรุณา แล้วอดกลั้นอดทนเป็นเบื้องหน้า เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเท่าไร ความอดทนอดกลั้นต้องมีมากขึ้นเท่านั้น”

สวนโมกข์เลิกได้

ท่านพุทธทาสยังคงทำงานหนักแม้เมื่ออยู่ในวัยสนธยา เคยถูกถามว่าเป็นการเร่งทำงานให้เสร็จก่อนที่จะดับหรือไม่

ท่านตอบว่า

“ไม่ได้คิดโว้ย เรื่องนี้ไม่ได้คิด ถ้ามันสนุกเมื่อไร ก็ทำเมื่อนั้น คิดไปเล่น ๆ นึกสนุกขึ้นมาก็ทำ ถ้าตายแล้วก็ให้ผู้อยู่ข้างหลังทำไป ถ้าเดี๋ยวนี้ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ไม่ต้องทำเลยก็ได้ ผมสลัดทิ้งได้เหมือนถ่มน้ำลาย ถ้าเป็นคราวที่ไม่ต้องทำหรือทำไม่ได้ ไม่มีความทุกข์แม้แต่นิดเดียว ไม่รู้สึกละอายว่าล้มเหลว ทำไปได้ก็ทำไป เลิกเดี๋ยวนี้ก็ได้ แล้วแต่อิทัปปัจจยตา สวนโมกข์ที่มีอยู่ก็เลิกได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เลิกได้ ถ้ามันต้องเลิก ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ใจ ไม่เสียดาย”

 
เยือนอินเดีย

ท่านพุทธทาสไปอินเดียด้วยความสนใจเรื่องพงศาวดารพุทธศาสนาและโบราณคดี ตั้งใจจะไปเพียงเดือนเดียว แต่เที่ยวเพลินจนเกือบ ๓ เดือน ได้หนังสือกลับมา ๔-๕ หีบ

แต่ทางจิตใจท่านว่าไม่ค่อยได้อะไรเลย

“รู้สึกมันไม่คุ้มกับพระคุณของพระพุทธเจ้าที่อุตส่าห์มาถึงอินเดีย จะไหว้อย่างไร จะเอาหัวโขกพื้นสักหมื่นครั้ง มันก็ไม่คุ้มกับคุณของพระพุทธเจ้า เอาธูปเทียนมาจุดเท่าไรก็ไม่คุ้ม เห็นชาวทิเบตเขากราบอย่างที่เรียกว่า อัษฎางคประดิษฐ์ ยืนขึ้น แล้วทรุดตัวลง เหยียดตัวไปข้างหน้าราบกับพื้นหมด แล้วค่อย ๆ ลากเข่าเข้าไป แล้วจึงคู้ตัวลุกขึ้น ทำแบบนี้เรื่อย ๆ ไปเหมือนตัวทาก เขาทำตลอดเวลา วนไปรอบ ๆ เว้นเวลากินอาหาร เราก็จนปัญญาที่จะตอบแทนคุณของพระพุทธเจ้าได้โดยวัตถุโดยกิริยา ธูปเทียนที่เขาฝากไปจากเมืองไทย ผมก็เอาไปทิ้งถุงขยะหมด ไม่ได้บอกใคร เจ้าของฝากไปจะเสียใจ มันละอายตัวเอง จุดไปก็เหมือนหัวเราะเยาะตัวเอง เหมือนไปล้อเล่น คณะที่ไปด้วยกันเขาไปไหว้ กราบอะไรกันตามธรรมเนียม ผมขอแยกตัว ออกมานั่งซึมอยู่พักหนึ่ง ไปเห็นความใหญ่โตของพุทธคยามันทำให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น เราจะไปเผาธูปเทียนจะเผาขี้เลื่อยสักเท่าไรมันก็ไม่คุ้ม”

อริ-อภิธรรม

“ผมพูดว่าพระอภิธรรมไม่ได้อยู่ในรูปของพุทธวจนะ เป็นถ้อยคำที่เรียงขึ้นใหม่ อันนี้เขาโกรธ

“เขาไม่ได้ลุกขึ้นค้านในวันนั้น เขาไปรวมหัวกันเขียนหนังสือ นักอภิธรรมตัวยง ๗-๘ คน เขียนเป็นหนังสือหนาเท่าหัวแม่มือ ทุกคนรุมกันด่าผมแบบอภิธรรม ปีถัดมาผมเลยพูดเรื่อง ‘อภิธรรมคืออะไร’ ในรายการบรรยายธรรมวันเสาร์ มาว่าเราก่อน เราก็เลยว่ามั่ง

“พอถึงวันล้ออายุคราวหนึ่ง ผมก็ตอบเสียคราวใหญ่ จนเลิกตอแยกันไป ที่คุณวิโรจน์เอาไปพิมพ์ชื่อ ธรรมะน้ำชำระธรรมะโคลน”

ธรรมาสน์

ธรรมาสน์ของท่านพุทธทาส ท่านออกแบบเองให้ขึ้นจากด้านข้าง มีที่พิงหลัง และมีที่ว่างสำหรับวางนาฬิกา แก้วน้ำ สมุดบันทึก

ท่านว่า “มันรำคาญ ไปที่ไหนก็ขึ้นธรรมาสน์เปิดด้านหน้าทั้งนั้น กว่าจะนั่งเรียบร้อย กว่าจะพับขาเรียบร้อย ยุ่ง ต้องระวังผ้าไม่ให้เวิบวาบ คนฟังเทศน์ก็ดูเป็นตาเดียวกัน เลยคิดมาทำอย่างนี้ดีกว่า”

เสียงตุ๊กแก

ท่านพุทธทาสเคยเลี้ยงจิ้งจก ตุ๊กแก ไว้ช่วยจับแมลง ไว้ฟังเสียง และไว้ดูเล่น

“เคยคิดจะเอาเสียงตุ๊กแกไปใส่ไว้ตอนท้าย เวลาบรรยายจบ พอ...ทุกทิวาราตรีเทอญ...ตุ๊กแก คงโกลาหลกันใหญ่ ไม่ได้ทำ เป็นความคิด ไม่กล้าทำ”

ความฝันวันเยาว์

“ตอนนั้นคิดแบบพระทั่วไปว่า ออกไปเป็นฆราวาสจะสนุกสนาน เป็นอิสระ”

ท่านพุทธทาสเล่าถึงความใฝ่ฝันเมื่อตอนบวชใหม่ ๆ ก่อนนั้นท่านเห็นตำรวจคนหนึ่งยิงปืนแม่น ยิงขั้วมะม่วง มะม่วงร่วงจากต้นเป็นพวง ๆ ท่านก็นึกนิยมชมชอบ

“ก็เคยคิดว่าสึกแล้วจะเป็นนักแม่นปืนแบบนั้นบ้าง”

หัดมวย

ท่านพุทธทาสเคยหัดชกมวย สมัยเป็นเด็กวัด

“ผมถูกจับตัวหัดทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบ มันคล้ายกับว่าเป็นธรรมเนียม เพื่อนมันก็ยัดเยียดให้หัด บางทีอาจารย์เองก็อยากให้เราหัด แนะวิธีให้ เด็ก ๆ ก็สอนกันเอง”

อ้วน

ท่านพุทธทาสพูดถึงความอ้วนของท่านว่า อ้วนแบบอายุมาก ทั้งที่กินน้อยลง “ประมาณ ๔-๕ ช้อน แล้วก็อุจจาระประมาณวันละช้อนเท่านั้น แล้วมันอ้วนอย่างนี้ ร่างกายวิปริต มันคล้ายว่ากินเข้าไปเท่าไรมันย่อยหมด กินน้อยมันย่อยหมด นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ”

แก่

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกตัวว่าแก่เมื่อใด

ท่านพุทธทาสตอบว่า

“แก่ทางร่างกาย อายุราว ๖๕ ปี แต่ทางจิตใจ ยังไม่รู้สึก”

home