|
อรรถกถา ธรรมบท เรื่องพระจักขุปาลเถระ มีปุจฉาว่า " พระธรรมเทศนานี้ว่า " ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดีทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้ออันหมุนไปตาม รอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น " กุฎุมพีทำพิธีขอบุตร ดังได้สดับมา ในกรุงสาวัตถี มีกุฎุมพีผู้หนึ่งชื่อมหาสุวรรณ เป็นคนมั่งมี มีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก แต่ไม่มีบุตร วันหนึ่งเขาไปสู่ท่าอาบน้ำ อาบเสร็จแล้วกลับมา เห็นต้นไม้ใหญ่ที่เป็นเจ้าไพรต้นหนึ่ง มีกิ่งสมบูรณ์ในระหว่างทาง คิดว่า " ต้นไม้นี้จักมีเทวดา ผู้มีศักดิ์ใหญ่สิงอยู่ " ดังนี้แล้ว จึงให้ชำระส่วนภายใต้แห่งต้นไม้นั้นให้สะอาดแล้ว ให้วงรั้ว เกลี่ยทราย ยกธงชัยและธงปฏากขึ้น แต่งต้นไม้เจ้าไพรแล้ว ทำปรารถนา ( คือบน ) ว่า " ข้าพเจ้าได้บุตรหรือธิดาแล้ว จักทำสักการะใหญ่ถวายท่าน " ดังนี้แล้ว หลีกไป กุฎุมพีได้บุตรสองคน ในกาลเป็นลำดับมา ภรรยาของท่านเศรษฐีก็ตั้งครรภ์ ท่านก็ให้พิธีครรภบริหารแก่นาง ครั้นล่วง ๑๐ เดือนนางคลอดบุตรคนหนึ่ง ท่านเศรษฐีขนานนามแห่งบุตรนั้นว่า " ปาละ " เพราะเหตุทารกนั้นตนอาศัยไม้ใหญ่ที่เป็นเจ้าไพรอันตนอภิบาลจึงได้แล้ว ในกาลต่อมา ท่านเศรษฐีได้บุตรอีกคนหนึ่ง ขนานนามว่า " จุลปาละ " ขนานนามบุตรคนแรกว่า มหาปาละ " ครั้น ๒ กุมารนั้นเจริญวัย มารดาบิดาก็คิดผูกพันด้วยเครื่องผูกพันคือการครองเคหสถานในกาลต่อมา มารดาบิดาได้ทำกาลกิริยาล่วงไป วงศ์ญาติก็เปิดสมบัติทั้งหมดมอบให้แก่ ๒ เศรษฐีบุตร พระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ๒๕ พรรษา ในสมัยนั้น พระศาสดา ทรงประกาศพระบวรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เสด็จไปโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ที่ท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี บริจาคทรัพย์นับได้ ๕๔ โกฏิสร้างถวาย ทรงสั่งสอนมหาชนให้ตั้งอยู่ในทางสวรรค์และในทางนิพพานแท้จริง พระตถาคตเสด็จอยู่จำพรรษาๆ เดียวเท่านั้นใน นิโครธมหาวิหาร ที่พระญาติวงศ์ฝ่ายพระชนนี๘ หมื่นตระกูล ฝ่ายพระชนก ๘ หมื่นตระกูล เข้ากันเป็นแสนหกหมื่นตระกูลสร้างถวาย เสด็จอยู่จำพรรษาณ เชตวันมหาวิหาร ที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ๑๙ พรรษา เสด็จจำพรรษา ณ บุพพารามที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาบริจาคทรัพย์นับได้ ๒๗ โกฏิสร้างถวาย ๖ พรรษา ทรงอาศัยที่ตระกูลทั้งสองเป็นผู้ใหญ่โดยคุณธรรม เสด็จอยู่จำพรรษาอาศัยกรุงสาวัตถี ( เป็นโคจรคาม ) ถึง ๒๕ พรรษา ด้วยประการฉะนี้ ผู้บำรุงภิกษุสามเณร ทั้งท่านอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี ทั้งวิสาขามหาอุบาสิกา ย่อมไปสู่ที่อุปัฏฐากพระตถาคตเจ้าวันละ ๒ ครั้งเป็นประจำ และเมื่อไปไม่เคยมีมือเปล่าไป ด้วยคิดเกรงว่า " ภิกษุหนุ่มและสามเณร จักแลดูมือตน " เมื่อไปก่อนเวลาฉันอาหาร ย่อมใช้ให้คนถือของขบเคี้ยวเป็นต้นไป เมื่อไปภายหลังแต่เวลาฉันอาหาร ใช้ให้คนถือปัญจเภสัช ( เภสัช ๕ คือ เนยใส ๑ เนยข้น ๑ น้ำมัน ๑ น้ำผึ้ง ๑ น้ำอ้อย ๑ ) และอัฐบาน ( น้ำปานะ ๘ คือ น้ำมะม่วง ๑ น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า ๑ น้ำกล้วยมีเมล็ด ๑ น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด ๑ น้ำมะซาง ๑ น้ำลูกจันทน์ หรือองุ่น ๑ น้ำเหง้าอุบล ๑ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑ ) ไปและในเคหสถานแห่งท่านทั้งสองนั้น เขาแต่งอาสนะไว้เพื่อภิกษุแห่งละ ๒ พันรูปเป็นนิตยกาล พระภิกษุรูปใดปรารถนาของสิ่งใดจะเป็นข้าวน้ำหรือเภสัช ของนั้นก็สำเร็จแก่พระภิกษุรูปนั้นสมปรารถนา เศรษฐีไม่เคยทูลถามปัญหา
ในท่านทั้งสองนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ไม่เคยทูลถามปัญหาต่อพระศาสดา จนวันเดียว ได้ยินว่าท่านคิดว่า " พระตถาคตเจ้า
เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ละเอียดอ่อน เป็นกษัตริย์ผู้ละเอียดอ่อน
เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เรา ด้วยทรงพระดำริว่า " คฤหบดีมีอุปการะแก่เรามาก "
ดังนี้ จะทรงลำบาก " แล้วไม่ทูลถามปัญหาด้วยความรักในพระศาสดาเป็นอย่างยิ่ง
ฝ่ายพระศาสดา พอท่านเศรษฐีนั่งแล้ว ทรงพระพุทธดำริว่า "
เศรษฐีผู้นี้รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา
เหตุว่าเราได้ตัดศีรษะของเราอันประดับประดาแล้ว
ควักดวงตาของเราออกแล้วชำแหละเนื้อหัวใจของเราแล้ว
สละลูกเมียผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของเราแล้ว บำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยกับแสนกัล์ป
ก็บำเพ็ญแล้วเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้อื่นเท่านั้น
เศรษฐีนี่รักษาเราในที่ไม่ควรรักษา " ( ครั้นทรงพุทธดำริ ) ชาวสาวัตถีไปฟังธรรม ครั้งนั้น ในกรุงสาวัตถี มีคนอยู่ ๗ โกฏิ ในคนหมู่นั้น คนได้ฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว บรรลุเป็นอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิ ยังเป็นปุถุชนอยู่ประมาณ ๒ โกฏิ ในคนเหล่านั้น กิจของพระอริยสาวกมีเพียง๒ อย่างเท่านั้น คือในกาลก่อนแต่เวลาฉันอาหาร ท่านถวายทาน ในกาลภายหลังแต่ฉันอาหารแล้ว ท่านมีมือถือเครื่องสักการบูชามีของหอมระเบียบดอกไม้เป็นต้น ใช้คนให้ถือไทยธรรมมีผ้าเภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ไปเพื่อต้องการฟังธรรม มหาปาละตามไปฟังธรรม ภายหลังวันหนึ่ง กุฎุมพีมหาปาละเห็นหมู่อริยสาวก มีมือถือเครื่องสักการบูชา มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปสู่วิหารจึงถามว่า " มหาชนหมู่นี้ไปไหนกัน ? " ครั้นได้ยินว่า " ไปฟังธรรม " ก็คิดว่า " เราก็จักไปบ้าง " ครั้นไปถึง ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่งอยู่ข้างท้ายประชุมชนธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทอดพระเนตรอุปนิสัยแห่งคุณ มีสรณะ ศีล และบรรพชาเป็นต้น ( ก่อน ) แล้วจึงทรงแสดงธรรมตามอำนาจอัธยาศัย อนุปุพพีกถา ๕ เหตุนั้น วันนั้น พระศาสดา ทอดพระเนตรอุปนิสัยของกุฎุมพีมหาปาละแล้ว เมื่อทรงแสดงธรรม ได้ตรัสอนุปุพพีกถา คือทรงประกาศทานกถา ( พรรณนาทาน ) สีลกถา ( พรรณนาศีล ) สัคคกถา ( พรรณนาสวรรค์ )โทษความเลวทรามและเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนกขัมมะ ( คือความออกไปจากกามทั้งหลาย )มหาปาละขอบวช กุฎุมพีมหาปาละได้สดับธรรมนั้นแล้ว คิดว่า " บุตรและธิดาก็ดีโภคสมบัติก็ดี ย่อมไปตามผู้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช พอเทศนาจบ เขาก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอบวช ขณะนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า " ญาติไหนๆ ของท่านที่ควรจะอำลาไม่มีบ้างหรือ ? "เขาทูลว่า " พระเจ้าข้า น้องชายของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ "พระศาสดารับสั่งว่า " ถ้าอย่างนั้นท่านจงอำลาเขาเสีย ( ก่อน ) " มหาปาละมอบสมบัติให้น้องชาย เขาทูลรับว่า " ดีแล้ว " ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปถึงเรือนแล้ว ให้เรียกน้องชายมา มอบทรัพย์สมบัติให้ว่า" แน่ะพ่อ สวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อวิญญาณกทรัพย์ก็ดี อันใดอันหนึ่ง บรรดามีในตระกูลนี้ทรัพย์นั้นจงตกเป็นภาระของเจ้าทั้งหมด เจ้าจงดูแลทรัพย์นั้นเถิด "น้องชายถามว่า " นาย ก็ท่านเล่า ? "พี่ชายตอบว่า " ข้าจักบวชในสำนักของพระศาสดา "น้องชาย : พี่พูดอะไร เมื่อมารดาของข้าพเจ้าตายแล้ว ข้าพเจ้าได้ท่านเป็นเหมือนมารดา เมื่อบิดาตายแล้วได้ท่านเป็นเหมือนบิดา สมบัติเป็นอันมากมีอยู่ในเรือนของท่าน ท่านอยู่ครองเรือนเท่านั้นอาจทำบุญได้ ขอท่านอย่าได้ทำอย่างนั้นเลย พี่ชาย ; พ่อ ข้าได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา เพราะ ( เหตุที่ ) พระศาสดาทรงแสดงธรรมมีคุณไพเราะ( ทั้ง ) ในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ยกขึ้นสู่ไตรลักษณะ ( อนิจจลักษณะ ๑ , ทุกขลักษณะ ๑ , อนัตตลักษณะ ๑ ) อันละเอียดสุขุม ธรรมนั้น อันใครๆ ไม่สามารถจะบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในท่ามกลางเรือนได้ ข้าจักบวชละ พ่อน้องชาย : พี่ เออ ก็ท่านยังหนุ่มอยู่โดยแท้ เอาไว้บวชในเมื่อท่านแก่เถิด พี่ชาย : พ่อ ก็แม้มือและเท้าของคนแก่ ( แต่ ) ของตัว ก็ยังว่าไม่ฟัง ไม่เป็นไปตามอำนาจ ก็จักกล่าวไปทำไมถึงญาติทั้งหลาย ข้านั้นจะไม่ทำ ( ตาม ) ถ้อยคำของเจ้า ข้าจักบำเพ็ญสมณปฏิบัติให้บริบูรณ์มือและเท้าของผู้ใด ทรุดโทรมไปเพราะชรา ว่าไม่ฟัง ผู้นั้น เรี่ยวแรงอันชรากำจัดเสียแล้ว จักประพฤติธรรมอย่างไรได้ข้าจักบวชแน่ละ พ่อ มหาปาละบรรพชาอุปสมบท เมื่อน้องชายกำลังร้องไห้อยู่เทียว เขาไปสู่สำนักพระศาสดาแล้วทูลขอบวช ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักแห่งพระอาจารย์และอุปัชฌาย์ครบ ๕ พรรษาแล้ว ออกพรรษา ปวารณาแล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว ทูลถามว่า " พระเจ้าข้า ในพระศาสนานี้มีธุระกี่อย่าง ? " ธุระ ๒ อย่างในพระศาสนา พระศาสดาตรัสตอบว่า " ภิกษุ ธุระมี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ ( กับ ) วิปัสสนาธุระ เท่านั้น "พระมหาปาละทูลถามว่า " พระเจ้าข้า ก็คันถธุระเป็นอย่างไร ? วิปัสสนาธุระเป็นอย่างไร ? "พระศาสดา : ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี ตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรง ( จำ ) ไว้ กล่าวบอก พุทธวจนะนั้น ชื่อว่าคันถธุระ ส่วนการเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ ยังวิปัสสนาให้เจริญ ด้วยอำนาจแห่งการติดต่อแล้ว ถือเอาพระอรหัตของภิกษุผู้มีความประพฤติแคล่วคล่อง ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่าวิปัสสนาธุระมหาปาละ : พระเจ้าข้า ข้าพระองค์บวชแล้วแต่เมื่อแก่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์ ขอพระองค์ตรัสบอกพระกรรมฐานแก่ข้าพระองค์เถิด พระมหาปาละเดินทางไปบ้านปลายแดน ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสบอกพระกรรมฐานตลอดถึงพระอรหัตแก่พระมหาปาละ ท่านถวายบังคมพระศาสดาแล้ว แสวงหาภิกษุผู้จะไปกับตน ได้ภิกษุ ๖๐ รูปแล้ว ออกพร้อมกับเธอทั้งหลายไปตลอดทาง ๑๒๐ โยชน์ถึงบ้านปลายแดนหมู่ใหญ่ตำบลหนึ่ง จึงพร้อมด้วยบริวาร เข้าไปบิณฑบาต ณ บ้านนั้น ชาวบ้านเลื่อมใสอาราธนาให้อยู่จำพรรษา
หมู่มนุษย์ เห็นภิกษุทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยวัตร
มีจิตเลื่อมใส แต่งอาสนะแล้วนิมนต์ให้นั่ง อังคาสด้วยอาหารอันประณีตแล้ว
ถามว่า " ท่านเจ้าข้า พระผู้เป็นเจ้าจะไปที่ไหน
? "
เมื่อเธอทั้งหลายกล่าวตอบว่า " อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย
เราจะไปสู่ที่ตามผาสุก " ดังนี้แล้ว มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตรู้ว่า "
ท่านผู้เจริญทั้งหลายแสวงหาเสนาสนะที่จำพรรษา " จึงกล่าวอาราธนาว่า "
ท่านผู้เจริญ ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พึงอยู่ ณ
ที่นี่ตลอดไตรมาสนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะพึงตั้งอยู่ในสรณะแล้วถือศีล "
แม้เธอทั้งหลายก็คิดเห็นว่า " เราได้อาศัยตระกูลเหล่านี้ จัดทำการ
พระมหาปาละถือเนสัชชิกธุดงค์
ในวันจำพรรษา พระเถระเรียกภิกษุเหล่านั้นมา ( พร้อมกัน ) แล้ว ถามว่า " ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจักให้ไตรมาสนี้น้อมล่วงไปด้วยอิริยาบถเท่าไร ? " ภิกษุทั้งหลายเรียนตอบว่า " จักให้น้อมล่วงไปด้วยอิริยาบถครบทั้ง ๔ ขอรับ "พระเถระ : ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ข้อนั้นสมควรละหรือ ? เราทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่ประมาทไม่ใช่หรือ ? เพราะเราทั้งหลายเรียนพระกรรมฐานมาจากสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ แลธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันคนมักอวดไม่สามารถจะให้ทรงยินดีได้ ด้วยว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น อันคนมีอัธยาศัยงาม ( จำพวกเดียว ) พึงให้ทรงยินดีได้ และขึ้นชื่อว่าอบายทั้ง ๔ เป็นเหมือนเรือนของตัวเอง แห่งคนผู้ประมาทแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ท่านผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุ : ก็ท่านเล่า ขอรับพระเถระ : ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักให้ ( ไตรมาสนี้ ) ( น้อม ) ล่วงไปด้วยอิริยาบถ ๓ จักไม่เหยียดหลังภิกษุ : สาธุ ขอจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ขอรับ จักษุของพระมหาปาละพิการ เมื่อพระเถระไม่หยั่งลงสู่นิทรา เมื่อเดือนต้นผ่านไปแล้ว โรคในจักษุก็เกิดขึ้น สายน้ำไหลออกจากตาทั้ง๒ ข้าง เหมือนสายน้ำอันไหลออกจากหม้ออันทะลุ ท่านบำเพ็ญสมณธรรมตลอดราตรีทั้งสิ้นแล้ว ในเวลาอรุณขึ้นเข้าห้องนั่งแล้ว ในเวลาภิกขาจาร ภิกษุทั้งหลายไปสู่สำนักของพระเถระเรียนว่า " เวลานี้เป็นเวลาภิกขาจาร ขอรับ " พระเถระตอบว่า " ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายถือบาตรและจีวรเถิด " ดังนี้แล้ว ให้เธอทั้งหลายถือบาตรและจีวรของตน ออกไปแล้วภิกษุทั้งหลาย เห็นตาทั้งสองของพระเถระนองอยู่ จึงเรียนถามว่า " นั่นเป็นอะไร ขอรับ "พระเถระ : ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ลมแทงตาของข้าพเจ้าภิกษุ : ท่านขอรับ หมอปวารณาเราไว้ไม่ใช่หรือ ? เราควรบอกแก่เขาพระเถระ : ดีละ ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หมอปรุงยาให้หยอด เธอทั้งหลายจึงได้บอกแก่หมอ เขาหุงน้ำมันส่งไปถวายแล้ว พระเถระเมื่อหยอดน้ำมันในจมูก นั่งหยอดเทียวแล้วเข้าไปภายในบ้าน หมอเห็นเรียนถามว่า " ท่านขอรับ ได้ยินว่า ลมแทงตาของพระผู้เป็นเจ้าหรือ ? "พระเถระ : เออ อุบาสกหมอ : ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าหุงน้ำมันแล้วส่งไป ( ถวาย ) ท่านหยอดทางจมูกแล้วหรือ ?พระเถระ : เออ อุบาสกหมอ : เดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไร ขอรับพระเถระ : ยังแทงอยู่ทีเดียว อุบาสก พระมหาปาละนั่งหยอดยา
หมอคิดฉงนใจ "
เราส่งน้ำมันเพื่อจะยังโรคให้ระงับได้ด้วยการหยอดเพียงครั้งเดียวเท่านั้นไปถวายแล้ว
เหตุไฉนหนอแล โรคจึงยังไม่สงบ
? "
จึงเรียนถามว่า " ท่านเจ้าข้า
น้ำมันนั้นท่านนั่งหยอดหรือนอนหยอด "พระเถระได้นิ่งเสีย
ท่านแม้หมอซักอยู่ก็ไม่พูดหมอนึกว่า " เราจักไปวิหารดูที่อยู่เอง "
ดังนี้แล้ว กล่าวว่า
" ถ้าอย่างนั้น
นิมนต์ไปเถิด ขอรับ " ผละพระเถระ พระมหาปาละปรึกษากรัชกาย
พระเถระตอบว่า " ไปเถิด ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าจักปรึกษาดูก่อนแแล้วจึงจักรู้
ก็ในที่นั้นไม่มีญาติสาโลหิตของพระเถระเลย ท่านจะพึงปรึกษากับใครเล่า
?
ถึงอย่างนั้น ท่านปรึกษากับกรัชกาย
(
กายอันเกิดแต่ธุลี คือร่างกาย )
อยู่ดำริว่า " แน่ะ ปาลิตะผู้มีอายุ ท่านจงว่ามาก่อน
ท่านจักเห็นแก่จักษุหรือจักเห็นแก่พระพุทธศาสนา ก็ในสังสารวัฏอันมีที่สุด
อันใครตามค้นไปก็รู้ไม่ได้ การคณนานับตัวท่านผู้บอดด้วยจักษุหามีไม่
และพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ล่วงไปหลายร้อยหลายพันพระองค์แล้ว
ในพระพุทธเจ้าเหล่านั้นพระพุทธเจ้าแม้แต่พระองค์เดียวก็กำหนดไม่ได้ หมอเลิกรักษาพระมหาปาละ ครั้นพระเถระให้โอวาทแก่ตนเองด้วย ๓ คาถาอย่างนี้แล้ว ได้นั่งทำนัตถุกรรม ( คือเป่าน้ำมัน ) แล้วจึงเข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต หมอเห็นแล้วเรียนถามว่า " ท่านเจ้าข้า ท่านทำนัตถุกรรมแล้วหรือ ? "พระเถระ : เออ อุบาสกหมอ : เป็นอย่างไรบ้าง ขอรับพระเถระ : ยังแทงอยู่เทียว อุบาสกหมอ : ท่านนั่งหยอดหรือนอนหยอด ขอรับ พระเถระได้นิ่งเสีย ท่านแม้อันหมอถามซ้ำ ก็ไม่พูดอะไรขณะนั้น หมอกล่าวกะท่านว่า " ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ทำความสบายตั้งแต่วันนี้ ขอท่านอย่าได้กล่าวว่าหมอผู้โน้นหุงน้ำมันให้เรา แม้ข้าพเจ้าก็จักไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหุงน้ำมันถวายท่าน " พระเถระเสียจักษุพร้อมกับการบรรลุพระอรหัต พระเถระถูกหมอบอกเลิกแล้ว กลับไปสู่วิหาร ดำริว่า " ท่าน แม้หมอเขาก็บอกเลิกแล้ว ท่านอย่าได้ละ อิริยาบถเสียนะ สมณะ " แล้วกล่าวสอนตนด้วยคาถานี้ว่า" ปาลิตะ ท่านถูกหมอเขาบอกเลิกจากการรักษาทิ้งเสียแล้ว เที่ยงต่อมัจจุราช ไฉนจึงยังประมาทอยู่เล่า ? " ดังนี้แล้ว บำเพ็ญสมณธรรมลำดับนั้น พอมัชฌิมยามล่วงแล้ว ทั้งดวงตา ทั้งกิเลส ของท่านแตก ( พร้อมกัน ) ไม่ก่อนไม่หลังกว่ากันท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก (= พระผู้เจริญวิปัสสนาล้วนสำเร็จพระอรหัต มิได้ทรงคุณวิเศษอย่างอื่นอีก เช่นไม่ได้ฌานสมบัติ ไม่ได้อภิญญา เป็นต้น ) เข้าไปสู่ห้องนั่งแล้ว พวกภิกษุและชาวบ้านรับบำรุงพระเถระ
ในเวลาภิกขาจาร ภิกษุทั้งหลายไปเรียนว่า " ท่านผู้เจริญ
เวลานี้เป็นเวลาภิกขาจาร " พระเถระ : กาลหรือ
?
ท่านผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุ : ขอรับพระเถระ : ถ้าอย่างนั้น
ท่านทั้งหลายไปเถิด
ภิกษุ : ก็ท่านเล่า
?
ขอรับ พระเถระ : ตาของข้าพเจ้า เสื่อมเสียแล้ว
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายแลดูตาของท่านแล้ว มีตาเต็มดวยน้ำตา
ปลอบพระเถระว่า
" ท่านผู้เจริญ
ท่านอย่าคิดไปเลย
กระผมทั้งหลายจักปฏิบัติท่าน " ดังนี้แล้ว
ทำวัตรปฏิบัติที่ควรจะทำเสร็จแล้วเข้าไปสู่บ้าน หมู่มนุษย์ไม่เห็นพระเถระ
ถามว่า
"
ท่านเจ้าข้า พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลายไปข้างไหนเสีย
" ทราบข่าวนั้นแล้ว ส่งข้าวต้มไปถวายก่อนแล้ว ถือเอาบิณฑบาตไปเอง
ไหว้พระเถระแล้ว ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แทบเท้า ( ของท่าน
) ปลอบว่า " ท่าน พวกภิกษุไปเฝ้าพระศาสดา ก็แลเธอทั้งหลายออกพรรษาแล้ว อยากจะเฝ้าพระศาสดา จึงเรียนพระเถระว่า " กระผมทั้งหลายอยากจะเฝ้าพระศาสดา ขอรับ "พระเถระได้ฟังคำของเธอทั้งหลายแล้ว คิดว่า " เราเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ดงที่อมนุษย์สิงก็มีอยู่ เมื่อเราไปกับเธอทั้งหลาย จักพากันลำบากทั้งหมด จักไม่อาจเพื่ออันได้แม้ภิกษา เราจักส่งภิกษุเหล่านี้ ไปเสียก่อน " ลำดับนั้น ท่านจึงกล่าวกะเธอทั้งหลายว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด " ภิกษุ : ก็ท่านเล่า ? ขอรับ พระเถระ : ข้าพเจ้าเป็นคนทุพพลภาพ และในระหว่างทาง ดงที่อมนุษย์สิงก็มีอยู่ เมื่อข้าพเจ้าไปกับท่าน ทั้งหลาย จักพากันลำบากทั้งหมด ท่านทั้งหลายไปก่อนเถิด ภิกษุ : อย่าทั้งอย่างนี้เลย ขอรับ กระผมทั้งหลายจักไปพร้อมกันกับท่านทีเดียว พระเถระ : " ท่านทั้งหลายอย่าชอบอย่างนั้นเลย เมื่อเป็นอย่างนั้น ความไม่ผาสุกจักมีแก่ข้าพเจ้า น้องชาย ของข้าพเจ้า เห็นท่านทั้งหลายแล้ว คงจักถาม เมื่อเช่นนั้น ท่านทั้งหลายพึงบอกความที่จักษุของข้าพเจ้าเสื่อม เสียแล้วแก่เขา เขาคงจักส่งใครๆ มาสู่สำนักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักไปกับเขา ท่านทั้งหลายจงไหว้พระทศพล และพระอสีติมหาเถระตามคำของข้าพเจ้า " ดังนี้แล้ว ก็ส่งภิกษุเหล่านั้นไป พวกภิกษุแจ้งข่าวแก่น้องชายพระเถระ เธอทั้งหลายขมาพระเถระแล้ว เข้าไปสู่ภายในบ้าน หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่ง ถวายภิกษาแล้ว ถามว่า " ท่าน เจ้าข้า ดูท่าทีพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปกันละหรือ ? " เธอทั้งหลายตอบว่า " เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าอยากจะเฝ้าพระศาสดา พวกเขาอ้อน วอนเป็นหลายครั้งแล้ว ทราบความพอใจในการที่เธอทั้งหลายจะไปให้ได้ จึงตามไปส่งแล้วบ่นรำพันกลับมา ฝ่ายเธอทั้งหลายไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระมหาเถระทั้งหลาย ตามคำ ของพระเถระแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเข้าไปสู่ถนนที่น้องชายของพระเถระอยู่ เพื่อบิณฑบาต กุฎุมพีจำเธอทั้งหลายได้ นิมนต์ให้นั่ง ทำปฏิสันถารแล้ว ถามว่า " พระเถระพี่ชายของข้าพเจ้าอยู่ไหน ? " ลำดับนั้น เธอทั้งหลาย แจ้งข่าวนั้นแก่เขาแล้ว เขาร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แทบบาทมูลของเธอทั้งหลาย ถามว่า " ท่านเจ้าข้า บัดนี้ควรทำอะไรดี ? " ส่งสามเณรหลานชายไปรับพระเถระ ภิกษุ : พระเถระต้องการให้ใครๆ ไปจากที่นี้ ในกาลเมื่อไปถึงแล้วท่านจักมากับเขา กุฎุมพี : ท่านเจ้าข้า เจ้าคนนี้ หลานของข้าพเจ้าชื่อปาลิตะ ขอท่านทั้งหลายส่งเจ้านี่ไปเถิดภิกษุ : ส่งไปอย่างนี้ไม่ได้ ( เพราะ ) อันตรายในทางมีอยู่ ต้องให้บวชเสียก่อนแล้วส่งไป จึงจะควร กุฎุมพี : ขอท่านทั้งหลายทำอย่างนั้นแล้วส่งไปเถิด ขอรับ ครั้งนั้น เธอทั้งหลายให้เขาบวชแล้ว สั่งสอนให้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติมีรับจีวรเป็นต้นสักกึ่งเดือน บอกทางให้ แล้วส่งไปสามเณรถึงบ้านนั้นโดยลำดับ เห็นชายผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ประตูบ้านจึงถามว่า " วิหารป่าไรๆ อาศัยบ้านนี้มี บ้างหรือ ? " ชาย : มี เจ้าข้า สามเณร : ใครอยู่ที่นั้น ? ชาย : พระเถระชื่อปาลิตะ เจ้าข้า สามเณร : ขอท่านบอกทางแก่ข้าพเจ้าหน่อย ชาย : ท่านเป็นอะไรกัน ? เจ้าข้า สามเณร : รูปเป็นหลานของพระเถระ สามเณรชวนพระมหาปาละกลับ ขณะนั้น เขาพาเธอนำไปสู่วิหารแล้ว เธอไหว้พระเถระแล้วทำวัตรปฏิบัติ บำรุงพระเถระด้วยดีสักกึ่งเดือน แล้ว เรียนว่า " ท่านผู้เจริญกุฎุมพีผู้ลุงของกระผม ต้องการให้ท่านกลับไป ขอท่านมาไปด้วยกันเถิด " พระเถระกล่าวว่า " ถ้าอย่างนั้น เธอจงจับปลายไม้เท้าของเราเข้า สามเณรจับปลายไม้เท้า เข้าไปภายใน บ้านกับพระเถระ หมู่มนุษย์นิมนต์ให้นั่งแล้ว เรียนถามว่า " ท่านผู้เจริญ ดูท่าทีท่านจะไปละกระมัง ? " พระเถระตอบว่า " เออ อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เราจะไปถวายบังคมพระศาสดา " หมู่มนุษย์เหล่านั้น อ้อนวอนโดยประการต่างๆ เมื่อไม่ได้ ( สมหวัง ) ก็ไปส่งพระเถระได้กึ่งทางแล้ว พากันร้องไห้กลับมา สามเณรถึงศีลวิบัติเพราะเสียงหญิง สามเณรพาพระเถระด้วยปลายไม้เท้าไปอยู่ ถึงบ้านที่พระเถระเคยอาศัยเมืองชื่อสังกัฏฐะ อยู่แล้วในดง ระหว่างทาง เธอได้ยินเสียงขับของหญิงคนหนึ่ง ผู้ออกจากบ้านนั้นแล้ว ขับพลางเที่ยวเก็บฟืนพลางอยู่ในป่า ถือนิมิตในเสียงแล้ว จริงอยู่ ไม่มีเสียงอื่น ชื่อว่าสามารถแผ่ทั่วสรีระของบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้สักอย่าง อันจะยึดจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง นะภิกษุทั้งหลาย " สามเณรถือนิมิตในเสียงนั้นแล้ว ปล่อยปลายไม้เท้าเสียแล้วกล่าวว่า " ท่านขอรับ ขอท่านรออยู่ก่อน กิจของ กระผมมี " ดังนี้แล้วไปสู่สำนักของหญิงนั้น นางเห็นเธอแล้วได้หยุดนิ่ง เธอถึงศีลวิบัติกับนางแล้ว พระเถระคิดว่า " เราได้ยินเสียงขับอันหนึ่งแล้วเดี๋ยวนี้เอง ก็แล เสียงนั้นคงเป็นเสียงหญิง ถึงสามเณรก็ชักช้าอยู่ เธอจักถึงศีลวิบัติ เสียแน่แล้ว " ฝ่ายสามเณรนั้น ทำกิจของตนสำเร็จแล้วมาพูดว่า " เราทั้งหลายไปกันเถิด ขอรับ ขณะนั้น พระเถระถามเธอว่า " สามเณร เธอกลายเป็นคนชั่วเสียแล้วหรือ ? " เธอนิ่งเสีย แม้พระเถระถาม ซ้ำก็ไม่พูดอะไรๆ พระเถระไม่ยอมให้สามเณรคบ
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า "
ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมี " เธอถึงซึ่ง
ความสังเวชแล้วเปลื้องผ้ากาสายะเสียแล้ว
นุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์พูดว่า " ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนกระผมเป็นสามเณร
แต่เดี๋ยวนี้กระผมกลับเป็นคฤหัสถ์แล้ว อนึ่ง
กระผมเมื่อบวชก็ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา บวชเพราะกลัวแต่อันตราย
ในหนทางขอท่านมาไปด้วยกันเถิด "พระเถระพูดว่า " ผู้มีอายุ
คฤหัสถ์ชั่วก็ดี สมณะชั่วก็ดี ก็ชั่วทั้งนั้น
เธอแม้ตั้งอยู่ในความเป็นสมณะแล้ว ไม่อาจ
เพื่อทำคุณเพียงแต่ศีลให้บริบูรณ์ เป็นคฤหัสถ์
จักทำความดีงามชื่ออะไรได้ ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลาย
ไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมี "
นายปาลิตะตอบว่า " ท่านผู้เจริญ
หนทางมีอมนุษย์ชุมและท่านก็เสียจักษุ จักอยู่ในที่นี้อย่างไรได้ "
ลำดับนั้น พระเถระ กล่าวกะเขาว่า " ผู้มีอายุ
เธออย่าได้คิดอย่างนั้นเลย เราจะนอนตายอยู่ ณ ที่นี้ก็ดี จะนอน อาสนะท้าวสักกะร้อน
ด้วยเดชแห่งศีลแม้ของพระเถระ ( ในขณะนั้น )
บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราช ยาว ๖๐โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ หนา ๑๕
โยชน์ มีสีดุจดอกชัยพฤษ์
มีปกติยุบลงในเวลาประทับนั่งและฟูขึ้นในเวลา เสด็จลุกขึ้น แสดงอาการร้อนแล้ว
ท้าวสักกเทวราช ทรงดำริว่า " ใครหนอแล ใคร่จะยังเราให้เคลื่อนจากสถาน "
ดังนี้แล้ว ทรงเล็งลงมา
ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเถระด้วยทิพยจักษุ
เหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
"
ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ส่องทิพยจักษุ (
ทรงทราบว่า ) พระปาลเถระองค์นี้ ติเตียนคนบาป
ชำระเครื่องเลี้ยงชีพให้บริสุทธิ์แล้ว ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา
ส่องทิพยจักษุ(
ทรงทราบว่า ) พระปาลเถระ องค์นี้หนักในธรรม ยินดีในศาสนา
นั่งอยู่แล้ว "ขณะนั้น
ท้าวเธอได้ทรงพระดำริว่า " ถ้าเราจักไม่ไปสู่สำนักของพระผู้มีเป็นเจ้า
ผู้ติเตียนคนบาป หนักในธรรม พระเถระ : เราเป็นคนทุพพลภาพ ความเนิ่นช้าจักมีแก่ท่านผู้ไปอยู่กับเรา เทวราช : กิจรีบของข้าพเจ้าไม่มี ถึงข้าพเจ้าไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าจักได้ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ สักประการหนึ่ง เราทั้งหลายไปด้วยกันเถอะเจ้าข้าพระเถระคิดว่า " นั่นจักเป็นสัตบุรุษ " จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จับปลายไม้เท้าเข้าเถิด อุบาสก " ท้าวสักกเทวราช พาพระเถระไปถึงพระเชตวัน
ท้าวสักกเทวราช ทรงทำอย่างนั้นแล้ว ย่อพื้นปฐพีให้ถึงพระเชตวันในเพลาเย็นพระเถระได้ฟังเสียงเครื่องประโคมมีสังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้นแล้วถามว่า
"
นั่น เสียงที่ไหน
? "เทวราช
: ในเมืองสาวัตถี เจ้าข้าพระเถระ : ในเวลาไป เราไปโดยกาลช้านานแล้ว
เทวราช
: ข้าพเจ้ารู้ทางตรง เจ้าข้าในขณะนั้น พระเถระกำหนดได้ว่า "
ผู้นี้มิใช่มนุษย์ จักเป็นเทวดา
"(
เหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า )"
ท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทรงสิริของเทวราช
ย่นทางนั้น พลันเสด็จมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว "ท้าวเธอนำพระเถระไปสู่บรรณศาลา
ที่กุฎุมพีผู้น้องชายทำเพื่อประโยชน์แก่พระเถระนั้นเทียว
นิมนต์ให้นั่งเหนือแผ่นกระดาษแล้วจำแลงเป็นสหายที่รักไปสู่สำนักของกุฎุมพีจุลปาละ
ตรัสร้องเรียกว่า " แน่ะปาละผู้สหาย "กุฎุมพีจุลปาละร้องถามว่า " อะไร
?
สหาย "เทวราช : ท่านรู้ความที่พระเถระมาแล้วหรือ
?จุลปาละ
: ข้าพเจ้ายังไม่รู้ ก็พระเถระมาแล้วหรือ
?เทวราช
ตรัสว่า " เออ สหาย ข้าพเจ้าไปวิหาร เห็นพระเถระนั่งอยู่ในบรรณศาลาที่ท่านทำ
มาแล้วเดี๋ยวนี้เอง " ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป
ฝ่ายกุฎุมพีไปถึงวิหาร เห็นพระเถระแล้ว
ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่ที่บาทมูล กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญเจ้าข้า
ข้าพเจ้าเห็นเหตุนี้แล้วจึงไม่ยอมให้ท่านบวช " ดังนี้เป็นต้นแล้ว ทำเด็กทาส ๒
คนให้เป็นไทให้บวชในสำนักของ
ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในทิศ ( ผู้อยู่ที่อื่น
) มาสู่พระเชตวัน ด้วยหวังว่า " จักเฝ้าพระศาสดา "ถวายบังคมพระศาสดา
เยี่ยมพระอสีติมหาเถระแล้ว เที่ยวจาริกอยู่ในวิหาร
ถึงที่อยู่ของพระจักขุปาลเถระแล้ว
มีหน้าตรงต่อที่นั้นในเวลาเย็น ด้วยหวังว่า " จักดูแม้ที่นี้
"ในขณะนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นแล้ว พวกเธอคิดว่า " เดี๋ยวนี้เย็นแล้ว
และเมฆก็ตั้งขึ้นแล้ว เราจักมาดูแต่เช้าเทียว " ดังนี้แล้วกลับไป
ฝนตกในปฐมยาม หยุดในมัชฌิมยาม พระเถระเป็นผู้ ( เคย ) ปรารภความเพียร
เดินจงกรมเป็นอาจิณ เหตุฉะนั้น จึงลงสู่ที่จงกรมแล้วในปัจฉิมยาม แลในกาลนั้น
ตัวแมลงค่อมทอง ( หรือแมลงเม่า ) เป็นอันมาก ตั้งขึ้นแล้ว บนพื้นที่ฝนตกใหม่
ตัวเหล่านั้น เมื่อพระเถระจงกรมอยู่ ได้วิบัติ ( ตาย ) โดยมาก
พวกอันเตวาสิก ยังไม่ทันกวาดที่จงกรมของพระเถระแต่เช้า
ฝ่ายพวกภิกษุนอกนี้ มาด้วยหวังว่า " จักดูที่อยู่
ของพระเถระ " เห็นสัตว์ทั้งหลายในที่จงกรมแล้ว ถามว่า "
ใครจงกรมในที่นี้ " พวกอันเตวาสิกของพระเถระ บุรพกรรมของพระจักขุปาลเถระ
พระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น
ท่านทั้งหลายจงฟัง " ดังนี้แล้ว ( ตรัสเล่าเรื่องว่า )ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพาราณสี
ดำรงราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี หมอผู้หนึ่งเที่ยวทำเวชกรรมอยู่ในบ้านและนิคม
เห็นหญิงทุรพลด้วยจักษุคนหนึ่ง จึงถามว่า " ความไม่ผาสุกของท่านเป็นอย่างไร
?หญิงนั้นตอบว่า
" ข้าพเจ้าไม่แลเห็นด้วยดวงตา "หมอกล่าวว่า " ข้าพเจ้าจักทำยาให้แก่ท่าน
"หญิง : ทำเถิด นายหมอ : ท่านจักให้อะไรแก่ข้าพเจ้า
?หญิง
: ถ้าท่านอาจจะทำดวงตาของข้าพเจ้าให้กลับเป็นปกติได้ ข้าพเจ้ากับบุตรธิดา
จักยอมเป็นทาสีของท่านหมอ : รับว่า " ดีละ " ดังนี้แล้ว ประกอบยาให้แล้ว
ดวงตากลับเป็นปกติ ด้วยยาขนานเดียวเท่านั้นหญิงนั้นคิดแล้วว่า "
เราได้ปฏิญญาแก่หมอนั้นไว้ว่า จักพร้อมด้วยบุตรธิดา ยอมเป็นทาสีของเขา ก็แต่ มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ " ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดีทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น "ในกาลจบคาถา ภิกษุสามพันรูป ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เทศนาได้เป็นกถามีประโยชน์มีผลแม้แก่บริษัทผู้ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล จบ เรื่องพระจักขุปาลเถระ |
|