สมถกัมมัฏฐาน

 

 

                          กสิณาสุภานุสฺสติ       ทสธา ทสธา ฐิตา
                         จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย    สญฺเญกาหาร นิสฺสิตา ฯ

    กสิณ   อสุภะ  อนุสสติ   ตั้งอยู่แล้วโดยประเภทอย่างละ ๑๐

     อย่างละ ๑๐, อัปปมัญญา ๔, สัญญาที่อาศัย  อาหารเป็นอารมณ์ ๑

                        เอกญฺจ ววตฺถานมฺปิ         อรูปา จตุโร อิติ
                       สตฺตธา สมถกมฺมฏฺ          ฐานสฺส ตาว สงฺคโห ฯ

    แม้การเพ่งธาตุ ๑, อรูป ๔ นั้น (ก็นับ)ด้วย รวมสมถกัมมัฏฐานเป็น ๗ หมวด (จำนวน ๔๐)  ดังกล่าวมาฉะนี้ มีความหมายว่า ในการเจริญสมถภาวนานั้นมีอารมณ์สำหรับเพ่ง  ที่เรียกว่า     สมถกัมมัฏฐาน รวม ๗ หมวด เป็นกัมมัฏฐาน ๔๐ คือ  

 หมวดที่ ๑ กสิณ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ทั้งปวง

หมวดที่ ๒ อสุภะ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ไม่งาม

หมวดที่ ๓ อนุสสติ ๑๐ กัมมัฏฐานว่าด้วย ตามระลึก

หมวดที่ ๔ อัปปมัญญา ๔ กัมมัฏฐานว่าด้วย แผ่ไปไม่มีประมาณ

หมวดที่ ๕ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ กัมมัฏฐานว่าด้วย หมายรู้ความปฏิกูลในอาหาร

หมวดที่ ๖ จตุธาตุววัตถานะ ๑ กัมมัฏฐานว่าด้วย กำหนดธาตุทั้ง ๔

หมวดที่ ๗ อรูป ๔ กัมมัฏฐานว่าด้วย อรูปกัมมัฏฐาน

หมวดที่ ๑ กสิณ ๑๐

กสิณ คือกัมมัฏฐานที่ว่าด้วย ทั้งปวง หมายความว่า เช่น เพ่งปฐวีกสิณ ก็เหมือนกับว่าเพ่งดินทั้งปวง หรือว่าดินทั้งปวงก็เหมือนกับดินที่ดวงกสิณนี้เอง

         อีกนัยหนึ่ง หมายว่า ทั่วไป ทั้งหมด คือการเพ่งดวงกสิณ จะต้องเพ่งให้ทั่วทั้งดวงกสิณ เพ่งให้ตลอดทั่วถึงหมดทั้งดวงกสิณ เพ่งให้ทั่วถึงทุกกระเบียดนิ้ว กสิณมี ๑๐ อย่าง แม้จะเพ่งอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างแน่แน่ว ก็จะทำให้จิตไม่ดิ้นรน ไม่  กระสับกระส่าย ทำให้กิเลสเครื่องเศร้าหมองเร่าร้อนต่าง ๆ สงบระงับ สามารถ  ทำให้เกิดฌานจิตตั้งแต่ปฐมฌาน ขึ้นไปตามลำดับจนถึงปัญจมฌานได้ กสิณ ๑๐ คือ

๑. ปฐวีกสิณ คือเพ่ง ดิน

๒. อาโปกสิณ คือเพ่ง น้ำ

๓. เตโชกสิณ คือเพ่ง ไฟ

๔. วาโยกสิณ คือเพ่ง ลม

กสิณทั้ง ๔ นี้ เนื่องด้วยมหาภูตรูปทั้ง ๔
จึงรวมเรียกว่า ภูตกสิณ

๕. นีลกสิณ คือเพ่ง สีเขียว

๖. ปีตกสิณ คือเพ่ง สีเหลือง

๗. โลหิตกสิณ คือเพ่ง สีแดง

๘. โอทาตกสิณ คือเพ่ง สีขาว

กสิณทั้ง ๔ นี้เนื่องมาจากสี
จึงรวมเรียกว่า

วัณณกสิณ

๙. อากาสกสิณ คือเพ่ง ที่ว่างเปล่า

๑๐. อาโลกกสิณ คือเพ่ง แสงสว่าง

 

๑. ปฐวีกสิณ

           การทำดวงปฐวีกสิณนั้น ใช้ดินสีแดงเหมือนแสงอาทิตย์เมื่อแรกขึ้น มาตำให้               ละเอียด ร่อนหรือกรองอย่าให้มีเม็ดกรวดเม็ดทราย ใบไม้ ใบหญ้า หรือเศษผงอย่างใด ๆติดอยู่ด้วยเลย เอาดินนั้นผสมน้ำ ละเลงบนสะดึง ให้เป็นแผ่นกลม หนาพอประมาณ โตประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ทำให้เรียบเสมอกัน อย่าให้สูง ๆ ต่ำ ๆ หรือเป็นหลุมเป็นบ่อแล้วขัดด้วยไม้ให้เกลี้ยงดังหน้ากลอง อย่าให้มีแม้แต่รอยขีดรอยข่วน เสร็จแล้วตั้งไว้  เฉพาะหน้าห่างประมาณสัก ๒ ศอก สูงพอดีสายตาดูได้ถนัด ไม่ต้องก้มไม่ต้องเงย

ชั้นต้นให้ลืมตาเพ่งพร้อมกับบริกรรมในใจว่า ปฐวี ปฐวี หรือ ดิน ดิน ตามความถนัด  เพ่งไปจนกว่าจะเกิด อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และจนกว่าจะเป็นอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

                         เรื่อง นิมิต และสมาธิ   ได้กล่าวต่อไปข้างหน้า